Japan Rail Times
The
Rail Way
to Travel
2403-Banner-Left
Rail Travel

จากนีงาตะสู่โชไน: นั่งรถไฟเลียบทะเลญี่ปุ่นไปกับ KAIRI

จากนีงาตะสู่โชไน: นั่งรถไฟเลียบทะเลญี่ปุ่นไปกับ KAIRI

ขอต้อนรับสู่ KAIRI (海里) รถไฟ Joyful Train ใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวไปเมื่อไม่ถึงปีก่อน! นับเป็นโอกาสหายากที่จะมีรถไฟ Joyful Train ใหม่ถูกสร้างขึ้น และตัวฉันในฐานะแฟนตัวยงก็พลาดไม่ได้ ซึ่งฉันได้ลองขึ้นรถไฟนี้เพียงสองสัปดาห์หลังจากการเปิดตัวในเดือนตุลาคมปี 2019

 

ด้วยเส้นทางระหว่างนีงาตะ (新潟) และโชไน (庄内) ในจังหวัดนีงาตะและจังหวัดยามากาตะนี่เอง จึงเป็นที่มาของชื่อ KAIRI โดยมาจากทะเลสวยงาม (kai) และชุมชนชนบทที่มีเสน่ห์ (ri) ในพื้นที่ รถไฟ KAIRI มีจุดเด่นที่อาหารท้องถิ่นของนีงาตะและโชไนที่เสิร์ฟบนรถ และวิวทะเลญี่ปุ่นตระการตาที่เห็นได้ขณะผ่านเส้น JR Uetsu Main Line (羽越本線 Uetsu-honsen)

 

มื้ออาหารในแพ็คเกจท่องเที่ยวของ KAIRI (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ในขณะที่ TOHOKU EMOTION และ FruiTea Fukushima เป็นรถไฟสำหรับบริการแพ็คเกจอาหารและท่องเที่ยวโดยเฉพาะ แต่ KAIRI เป็นรถไฟที่มีตู้รถสำหรับแพ็คเกจอาหารและท่องเที่ยวเพียงคันเดียว (ตู้รถคันที่ 4) ซึ่งผู้โดยสารคนอื่นสามารถขึ้นตู้รถคันอื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อแพ็คเกจพิเศษ ถึงอย่างนั้น การนั่ง KAIRI เป็นประสบการณ์นั่งรถไฟชิมอาหารที่ต้องสัมผัสให้ได้สักครั้ง และถ้าคุณมีโอกาสได้นั่ง KAIRI แนะนำให้ลองแพ๊คเกจอาหารเพื่อสนุกกับอาหารมื้ออร่อยระหว่างการเดินทาง

 

โพสต์รูปถ่ายสวยๆ ที่ Niigata Station (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ก่อนขึ้นรถ อย่าพลาดโอกาสถ่ายรูปกับพนักงานรถไฟที่รอต้อนรับเราอย่างเป็นมิตรพร้อมป้ายที่สถานี JR Niigata Station ซึ่งเป็นป้ายที่ต้อนรับเราสู่การเดินทางที่ให้เราได้อร่อยไปกับอาหารขณะเดินทางเลียบชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น (日本海美食旅 Nihonkai Bishoku Tabi) รถไฟ KAIRI ขบวนนี้ถูกสร้างขึ้นโดยความร่วมมือจากแคมเปญ Niigata and Shonai Destination ซึ่งเป็นแคมเปญการท่องเที่ยวท้องถิ่นเพื่อโปรโมทนีงาตะและโชไนในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับผู้แสวงหาอาหารเลิศรส

 

ขบวนรถด้านนอกของ KAIRI (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ในแว๊บแรกที่มอง ทุกคนจะสามารถเห็นสีส้มแสดที่เป็นเอกลักษณ์ของ KAIRI ได้อย่างชัดเจน โดยสีส้มนี้เป็นธีมสีที่ถูกใช้ในการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในขบวนรถ

 

รถไฟทั้งขบวนมีตู้รถทั้งหมดสี่ตู้ด้วยกัน โดยตลอดขบวนจะมีการไล่สีภายนอกแต่ละตู้ของขบวนรถจากสีขาวไปยังสีส้มแสดเพื่อสื่อถึงสีของหิมะที่ตกใหม่ๆ และสีของดวงอาทิตย์ตกดิน ซึ่งนีงาตะเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีหิมะตกหนักที่สุดในญี่ปุ่นจนบางครั้งถูกเรียกว่า “ดินแดนแห่งหิมะ (雪国 yukiguni)”

 

อร่อยกับอาหารบน KAIRI

รถคันที่ 4 ของ KAIRI (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ตู้รถคันที่ 4 ของ KAIRI เป็นตู้รถที่เปิดเพื่อบริการอาหารและจำกัดเฉพาะผู้โดยสารที่ซื้อแพ็คเกจท่องเที่ยวเท่านั้น ภายในสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 24 คน แบ่งเป็นที่นั่งสำหรับ 2 คนทั้งหมด 6 ที่ และที่นั่งสำหรับ 4 คนทั้งหมด 3 ที่ บนตู้รถคันที่ 4 จะมีพนักงานหญิง KAIRI ในลุคสง่าแต่เป็นมิตรเข้ามาเสิร์ฟอาหารชั้นเลิศให้ถึงโต๊ะ

 

ตู้รถคันที่ 4 ของ KAIRI (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

อาหารทั้งหมดที่เสิร์ฟบนขบวนรถเป็นอาหารจากร้านท้องถิ่นในนีงาตะและโชไนที่ล้อไปตามธีมอาหารท้องถิ่นของรถไฟ โดยอาหารทั้งหมดมุ่งเน้นแสดงถึงวัตถุดิบตามฤดูกาลทั้งสี่ของพื้นที่

 

ฉันนั่งรถไฟขบวนนี้จากนีงาตะไปสึรุโอกะ และอาหารที่ถูกเสิร์ฟเป็นอาหารจากร้านอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมอิคินาริยะ (行形亭) ที่มีประวัติกว่า 300 ปี อาหารถูกเสิร์ฟมาในกล่องสองชั้นดีไซน์หรูที่มีฝาไม้สลักสวยงาม

 

อาหารที่มาในกล่องเบ็นโตะ (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

เมื่อเปิดกล่อง เราจะพบกับอาหารชั้นหรูที่ดูสวยงามเกินกว่าจะทานได้ลง ยังไม่นับรสชาติที่ดีจนสุดจะบรรยายได้! อาหารนี้ถูกเสิร์ฟในฤดูใบไม้ร่วง และนอกจากจะใช้วัตถุดิบของฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ทั้งสีและการตกแต่งยังถูกสรรค์สร้างอย่างปราณีตเพื่อให้เข้ากับฤดูกาลอีกด้วย ดังนั้น นอกจากจะดูดีและมีรสชาติเยี่ยมแล้ว เรายังสามารถรับรู้ได้ถึงความใส่ใจมากมายที่อยู่เบื้องหลังการคัดเลือกวัตถุดิบให้สามารถสื่อถึงฤดูกาลได้

 

เมนูที่ส่วนตัวชอบมากเป็นพิเศษคือปลาหิมะ ไข่ปลาแซลมอน และข้าวพันธุ์โคชิฮิคาริที่เพิ่งเกี่ยวมาใหม่ๆ โดยจังหวัดนีงาตะเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องข้าว และข้าวสายพันธุ์นี้เป็นข้าวที่อร่อยเป็นพิเศษ คุณอาจจะคิดว่าข้าวก็เป็นแค่ข้าว แต่รสสัมผัสและความเหนียวนุ่มของข้าวสายพันธุ์นี้กลับลงตัวอย่างไร้ที่ติ

 

Welcome Drink ทั้งหลาย (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ก่อนอาหารจะเสิร์ฟ พนักงานจะให้เราได้เลือกเครื่องดื่ม Welcome Drink ที่มีเบียร์ท้องถิ่น สาเกท้องถิ่น หรือเซ็ตโซดาท้องถิ่นกับชา ที่ฉันเลือกคือเซ็ตโซดาท้องถิ่นกับชา ในเซ็ตนั้นจะมี Yukiiro Soda (雪色ソーダ) หนึ่งขวด เป็นโซดาตัวหนึ่งที่น่าสนใจที่ทำจากข้าว และที่มาพร้อมกันในเซ็ตคือชาเขียว Yukiguni (雪国緑茶) โดยคำว่า Yuki (雪) หมายถึง “หิมะ” ในภาษาญี่ปุ่น และในโซดาจะมีเกล็ดเมล็ดข้าวผสมอยู่ด้วย ทำให้ตัวโซดาดูเหมือนมีเกล็ดน้ำแข็งคล้ายหิมะผสมอยู่ด้วย! ข้าวเป็นของขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของจังหวัดนีงาตะ จึงไม่แปลกใจเลยที่เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์หลายอย่างมีวัตถุดิบเป็นข้าว

 

(ซ้าย) เมนูเครื่องดื่มของ KAIRI และ (ขวา) อามะสาเก (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

เมื่อดูลิสต์เครื่องดื่มที่จำหน่ายอยู่บน KAIRI ฉันเห็นว่ามีอามะสาเก (甘酒) อยู่ด้วยและได้ซื้อมาลองชิมดู อามะสาเกหรือแปลได้ตรงตัวว่า “เหล้าหวาน” นั้นเป็นเครื่องดื่มที่ทำจากข้าวมอล์ทหมัก ถึงจะมีคำว่าเหล้าอยู่ในชื่อ แต่อามะสาเกเป็นเครื่องดื่มปลอดแอลกอฮอล์ที่เด็กๆ และคนที่ไม่ดื่มสุราสามารถดื่มได้ อามะสาเกที่จำหน่ายบนรถนี้ถูกผลิตโดยใช้ข้าวหลากชนิดจากไร่ Gohyakumangoku (五百万石) ของ JR Niigata โดยแม้จะไม่มีการเติมน้ำตาลลงไปเลย แต่เครื่องดื่มที่ได้ก็มีรสหวานชื่นใจไม่แพ้กัน

 

อามะสาเกนี้เป็นเครื่องดื่มตัวใหม่ล่าสุดในซีรี่ย์ NIIGATA SHUPOPPO ที่มุ่งเน้นนำเสนอพื้นที่ในแถบนีงาตะผ่านข้าวและสาเกซึ่งเป็นสองผลิตภัณฑ์หลักของพื้นที่

NIIGATA SHUPOPPO. (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

นอกจากอามะสาเกแล้ว NIIGATA SHUPOPPO ยังมีสาเก Junmai Ginjo (純米吟醸) อีกสี่ชนิดที่ล้วนผลิตจากข้าวของไร่ Gohyakumangoku ของ JR Niigata โดยแม้สาเกทั้งหมดจะใช้ข้าวชนิดเดียวกัน แต่ทั้งหมดต่างผ่านการผลิตจากโรงหมักทั้งหมดสี่ที่ที่มีสาเกอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองทั้งในเรื่องของกลิ่นและรสชาติ

 

แบรนด์เดียว หลากรส นี่คือหัวใจหลักของ NIIGATA SHUPOPPO ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รักสาเก อย่าลืมลองชิมให้ได้ในทริปนีงาตะครั้งหน้า! สาเก NIIGATA SHUPOPPO มีจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อ NewDays และร้านสะดวกซื้ออื่นๆ ในสถานีใหญ่ๆ ในนีงาตะด้วย

 

ตัวอย่างอาหารที่เสิร์ฟในตู้รถคันที่ 4 ของ KAIRI (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

บนตู้รถบริการอาหารของ KAIRI เราสามารถอร่อยกับอาหารดั้งเดิมของญี่ปุ่นได้ระหว่างทางจากนีงาตะไปซากาตะ หรือจะเพลิดเพลินไปกับอาหารอิตาเลียนที่ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นระหว่างทางจากซากาตะไปนีงาตะได้

 

ในแต่ละเดือน คอร์สอาหารญี่ปุ่นจะถูกเปลี่ยนไปมาระหว่าง Ikinariya, Ichishime (一〆) หรือ Nabedyaya (鍋茶屋) จากร้านอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมในเขตฟุรุมาจิของนีงาตะ ในขณะที่คอร์สอาหารอิตาเลียนจะมาจากร้านอาหารอิตาเลียน Al-ché-cciano ในสึรุโอกะ

 

เบ็นโตะพรีออเดอร์ (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

ถ้าคุณไม่ได้จองที่นั่งสำหรับตู้รถบริการอาหารแต่อยากจะลองอาหารของรถไฟ KAIRI คุณสามารถสั่งพรีออเดอร์เบ็นโตะพิเศษของ KAIRI ที่จำหน่ายสำหรับผู้โดยสารทุกคนของรถไฟได้ รถไฟขาออกของ KAIRI จะมีเบ็นโตะที่ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นของนีงาตะ (海里特製加島屋御膳 Kairi tokusei kashimaya gozen) ในขณะที่รถไฟขาเข้าจะเป็นเบ็นโตะที่ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นของโชไนแทน (海里特製庄内弁 Kairi tokusei shōnai ben)

 

สำรวจตู้รถคันอื่นของ KAIRI

ตู้รถคันที่ 3 ของ KAIRI (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

ถ้าคุณกำลังมองหาของที่ระลึกของ KAIRI ติดมือกลับบ้าน เดินตรงไปยังตู้รถคันที่ 3 ที่มีเคาน์เตอร์จำหน่ายของที่ระลึกได้เลย ที่นี่คุณจะพบกับของที่ระลึกพิเศษเฉพาะของ KAIRI อย่างผ้าเช็ดมือเทะนุกุย (手ぬぐい) ชา ลูกกวาด เค้กปอนด์ และอีกมากมาย และถ้าคุณได้สั่งพรีออเดอร์เบ็นโตะพิเศษของ KAIRI ไว้ คุณก็สามารถมารับเบ็นโตะได้ที่นี่เช่นกัน

 

ตู้รถคันที่ 2 ของ KAIRI (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ตู้รถคันที่ 2 จะเป็นตู้รถที่มีที่นั่งแบบห้องตู้ซึ่งทั้งหมดมีหน้าต่างที่หันไปทางฝั่งทะเลญี่ปุ่น แต่ละตู้สามารถรองรับผู้โดยสารได้สี่คน และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

 

ภายในตู้รถคันที่ 1 ของ KAIRI (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ตู้รถคันที่ 1 รองรับผู้โดยสารได้ทั้งหมด 30 คน และประกอบด้วยที่นั่งแบบคู่ปกติ ที่นั่งทั้งหมดมีพื้นที่วางขากว้างสบาย มีเบาะรองหัวสีส้ม และทุกที่นั่งสามารถปรับเอนนอนได้ หน้าต่างข้างที่นั่งเป็นหน้าต่างใหญ่บานกว้างให้ผู้โดยสารสามารถชมทะเลสีไพลินและนาข้าวสีทองในฤดูใบไม้ร่วงขณะนั่งรถผ่านได้

 

ภาพวิวแห่งทะเลญี่ปุ่น

KAIRI ขณะวิ่งไปตามแนวชายฝั่ง Sasagawa Nagare (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

แน่นอนว่าหนึ่งในไฮไลท์ของ KAIRI จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากวิวตระการตาของทะเลญี่ปุ่นสีไพลิน และส่วนหนึ่งของวิวทะเลญี่ปุ่นที่สวยงามที่สุดคือ Sasagawa Nagare (笹川流れ) แนวชายฝั่งที่กว้างกว่า 11 กม. ที่มีน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายสีขาว และแนวโขดหินที่มีรูปร่างพิเศษจากการกัดเซาะของน้ำทะเล

 

เข้าไปชมทะเลญี่ปุ่นแบบใกล้ๆ กัน (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ระหว่างที่วิ่งไปตามชายฝั่งนี้ รถไฟจะชะลอลงให้ผู้โดยสารสามารถถ่ายรูป และจะมีหยุดแวะพักที่สถานี JR Kuwagawa (桑川駅) เป็นเวลา 20-30 นาทีเพื่อให้คุณสามารถลงไปชมทะเลอย่างใกล้ชิดและอร่อยกับขนมหวานพิเศษ นั่นคือซอฟท์ครีม Sea of Japan (日本海ソフトクリーム)

 

ซอฟท์ครีม Sea of Japan พิเศษเฉพาะทริปรถไฟนี้เท่านั้น (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ไอศกรีมที่ทำขึ้นเป็นพิเศษนี้เป็นไอศกรีมที่เสิร์ฟเฉพาะตอนที่ KAIRI หยุดแวะที่สถานี JR Kuwagawa เท่านั้น ซึ่งเป็นช่วง 11:22 – 11:42 น. และ 16:50 – 17:21 น. ในเวลาทำการของ KAIRI ใช่แล้ว ไอศกรีมนี้มีจำหน่ายเพียง 20 นาทีในช่วงเช้า และ 31 นาทีในช่วงบ่ายเท่านั้น สีฟ้าของไอศกรีมนี้สื่อถึงสีฟ้าของทะเล โดยมีผงโรย Grape Salt ที่ช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันให้กับไอศกรีม นอกจากนี้ ไอศกรีมยังมาพร้อมกับคุกกี้คาราเมลถั่วที่ช่วยเพิ่มรสสัมผัสกรุบกรอบให้กับของหวานพิเศษนี้ โดยซอฟท์ครีม Sea of Japan นี้มีจำหน่ายในราคา 300 เยน รวมภาษี

 

การท่องเที่ยวไปกับ KAIRI

(Video credit: JR East Niigata Branch Office)

 

ให้การเดินทางไปกับ KAIRI สนุกยิ่งขึ้น ด้วยการแวะเที่ยวแหล่งรวมของอร่อยและแหล่งท่องเที่ยวสวยงามของนีงาตะและโชไน ซึ่งลิสต์ต่อไปนี้คือสถานที่ตามเส้นทางรถไฟสาย JR Uetsu Main Line ที่อยากแนะนำ:

 

เมืองนีงาตะ (新潟市)

นีงาตะ จุดเริ่มต้นการเดินทางของ KAIRI และแหล่งผลิตสาเกอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น นีงาตะมีชื่อเสียงเรื่องสาเกและข้าวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งมีที่มาจากปริมาณหิมะที่ตกเป็นปริมาณมากในพื้นที่ภูเขารอบๆ นีงาตะในแต่ละปี โดยน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตสาเกและข้าว และน้ำสะอาดบริสุทธิ์จากหิมะที่ละลายนั่นเองที่เป็นแหล่งน้ำสะอาดซึ่งหล่อเลี้ยงนาข้าวให้อุดมสมบูรณ์และงอกงามได้

 

ผลิตภัณฑ์ข้าวของนีงาตะ (เครดิตรูปภาพ: 公益社団法人 新潟県観光協会)

 

จากข้าวชั้นเลิศที่นีงาตะปลูกได้ โดยเฉพาะข้าวโคชิฮิคาริ (コシヒカリ) ที่มีชื่อเสียงที่สุด สู่ผลิตภัณฑ์จากข้าวอย่างสาเกและเซมเบ้ที่อร่อย คุณสามารถลองวาดรูปบนเซมเบ้ของตัวเองโดยใช้โชหยุได้ ทำให้ได้เซมเบ้พิเศษที่มีดีไซน์เฉพาะตัวของเราเอง

 

เมืองมุราคามิ (村上市)

เพียงนั่งรถไฟด่วนพิเศษจากนีงาตะไป 45 นาทีเราก็จะมาถึงเมืองมุราคามิ เมืองชายฝั่งที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและมีชื่อเสียงเรื่องแซลมอนที่ส่วนมากจับได้จากแม่น้ำมิโอโมเตะ (三面川)

 

ชิโอะบิคิซาเกะที่ Kikkawa. (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

มุราคามิเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงจากชิโอะบิคิซาเกะ (塩引き鮭 แซลมอนหมักเกลือ) ที่ได้จากการนำแซลมอนไปทาเกลือให้ทั่วแล้วนำมาแขวนตากโดยให้หัวปลาห้อยลงมา เพื่อให้อากาศเย็นช่วยให้ปลาแซลมอนแห้ง คุณจะได้เห็นปลาแซลมอนถูกตากแห้งแบบนี้ได้ทั่วไปตามร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ ในเมือง

 

มาลองเมนูแซลมอนกัน (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

แต่แซลมอนไม่ได้มีไว้ให้ชมเท่านั้น! คุณสามารถลองชิมแซลมอนตากแห้งเหล่านี้ได้! มุราคามินับเป็นเมืองหลวงแห่งแซลมอนของญี่ปุ่น และมีอาหารเมนูแซลมอนกว่า 100 เมนู ระหว่างอยู่ที่นี่ ฉันได้ลองอาหารคอร์สปลาแซลมอนพิเศษ (鮭料理) ซึ่งในคอร์สนี้จะมีอาหารที่นำปลาแซลมอนมาปรุงในหลากวิธีมาเสิร์ฟ

 

ก่อนจะได้มาลองอาหารคอร์สนี้ ภาพแซลมอนในหัวฉันมีเพียงส่วนเนื้อปลา (ที่นำมาทำซาชิมิ ย่าง รมควัน) หนังปลาแซลมอน และน้ำมันปลาที่อุดมไปด้วยกรด Omega-3 แต่ฉันบอกเลยว่าอาหารปลาแซลมอนของมุราคามินำทุกส่วนของปลามาปรุงเป็นอาหารมื้ออร่อยได้จริงๆ !

 

จานพิเศษที่ไม่เหมือนใครในคอร์สอาหารแซลมอน (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ประเดิมคอร์สอาหาร 11 จานด้วยชุดเมนูเรียกน้ำย่อยจากเนื้อส่วนต่างๆ ของแซลมอน

 

1 ไข่ปลาแซลมอนปรุงโชหยุ (醤油はらこ) หนึ่งในจานที่เราคุ้นเคยดี

 

2 Sake-no-sakabitashi (鮭の酒びたし) เมนูแซลมอนดองที่ได้จากการนำแซลมอนหมักเกลือไปดองในสาเก

 

3 Hizunamasu-ae (氷頭生酢和え) เป็นเมนูที่นำกระดูกอ่อนส่วนปลายจมูกของแซลมอนมาดองเปรี้ยว 氷 แปลว่า “น้ำแข็ง” ซึ่งอาหารจานนี้ได้ชื่อมาจากการที่กระดูกอ่อนดองนั้นใสราวกับน้ำแข็ง เมนูนี้เสิร์ฟพร้อมหัวไชเท้าขูดและไข่ปลาแซลมอน

 

4 Nawata karani (なわた辛煮) เป็นเมนูเครื่องในแซลมอนตุ๋นปรุงรสเผ็ด

 

5 Shirako donbiko umani (白子どんびこ旨煮) เป็นการนำส่วนชิราโกะ (白子 อวัยวะเพศของปลา) มาตุ๋น เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อเมนูชิราโกะซูชิที่จะเสิร์ฟชิราโกะ (ของปลาหิมะเป็นหลัก) แบบดิบมา แต่เมนูนี้เป็นชิราโกะแบบตุ๋น แม้ชิราโกะจะมีรสชาติดีสุดเมื่อเสิร์ฟแบบดิบ แต่ชิราโกะแบบตุ๋นเองก็มีรสชาติดีไม่แพ้กัน

 

6 Mefun (めふん) เป็นเครื่องในตุ๋น (มักจะเป็นตับ) ของแซลมอนตัวผู้

 

ใครจะรู้ว่ามีชิ้นส่วนของแซลมอนที่กินได้มากขนาดนี้?

 

อาหารจานแซลมอนในคอร์ส (เครดิตรูปภาพ: JTB / Man Chong)

 

หลังอาหารเรียกน้ำย่อย เมนูแซลมอนที่คุ้นเคยก็ถูกนำมาเสิร์ฟต่อ ทั้งซาชิมิแซลมอน แซลมอนย่าง แซลมอนตุ๋น และลูกชิ้นแซลมอน พร้อมปิดท้ายคอร์สด้วยพุดดิ้งน้ำตาลดำสุดอร่อย ถ้าคุณมีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมมุราคามิ ห้ามพลาดโอกาสลองคอร์สเมนูแซลมอนนี้ โดยคอร์สนี้มีราคา 6,000 เยนต่อคน และมีคอร์สที่ใหญ่กว่านี้พร้อมเมนูที่หลากหลายกว่านี้ให้บริการด้วย

 

Ryotei Notoshin (料亭 能登新)
ที่อยู่: 2-1-9 Iino, Murakami-shi, Niigata958-0857
การเดินทาง: เดิน 15 นาทีจากสถานี JR Murakami
เวลาเปิด-ปิด: 11:30–14:00 น. , 17:00–23:00 น.
โทรศัพท์: +81-254-52-6166

 

เมืองสึรุโอกะ (鶴岡市)

แทงค์แมงกะพรุนที่เป็นไฮไลท์ของ Kamo Aquarium (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

ถ้าพูดถึงเมืองสึรุโอกะ ก็ต้อง Kamo Aquarium (加茂水族館 Kamo suizokukan) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่หันเข้าหาทะเลญี่ปุ่นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งมีชีวิตในทะเล โดย Kamo Aquarium มีชื่อเสียงในเรื่อง Jellyfish Dream Theater (クラゲドリーム館 Kurage dorīmu kan) ซึ่งเป็นแทงค์ที่คุณจะได้ชมแมงกะพรุนพระจันทร์ (Moon Jellyfish) ลอยไปมาในแทงค์กว้าง 5 เมตร ในแทงค์มีการเปิดแสงบลูไลท์นวลในห้องที่มืดสนิท ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อเมื่อได้มองแมงกะพรุน คลิ๊กที่นี่เพื่อดูแผ่นพับภาษาอังกฤษ

 

Kamo Aquarium (加茂水族館)
ที่อยู่: 657-1 Okubo, Imaizumi, Tsuruoka-shi, Yamagata 997-1206
การเดินทาง: นั่งรถบัส 30 นาทีจากสถานี JR Tsuruoka (鶴岡駅)
เวลาเปิดขปิด: 9:00–17:00 น.
ค่าเข้า: 1,000 เยน
โทรศัพท์: +81-235-33-3036

 

เมลอนหวานฉ่ำพร้อมเสิร์ฟ (เครดิตรูปภาพ: 庄内観光コンベンション協会)

 

คุณอาจจะเคยได้ยินมาว่าจังหวัดทตโตริเป็นเมืองหลวงแห่งเนินทรายของญี่ปุ่น แต่รู้หรือไม่ว่าในแถบโชไนก็มีเนินทรายเหมือนกัน? เนินทรายโชไน (庄内砂丘 Shōnai sakyū)  กินพื้นที่ยาวกว่า 35 กม.ตามแนวชายฝั่งของทะเลญี่ปุ่น และเป็นเนินทรายที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น

 

และหลังแนวเนินทรายเหล่านี้คือไร่เมลอนมากมาย ด้วยดินทรายที่ระบายน้ำได้ดี ดินที่นี่จึงเหมาะสำหรับปลูกเมลอนหวานฉ่ำเป็นอย่างยิ่ง แม้อากาศที่นี่จะอุ่นในตอนกลางวัน แต่ลมทะเลเย็นทำให้อุณหภูมิลดฮวบลงได้ในตอนกลางคืน ความต่างระหว่างอุณภูมินี้เองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการปลูกเมลอนหวานอร่อยเหล่านี้

 

ในช่วงฤดูร้อน (กรกฎาคม) คุณสามารถเยี่ยมชมฟาร์มเมลอนและอร่อยกับเมลอนอย่างจุใจได้! โดยราคาอยู่ที่ 1,500 เยนต่อชั่วโมง และเมลอนที่มีให้ชิมนั้นมีทั้ง  Andes Melon (アンデスメロン) Tsuruhime Melon (鶴姫メロン) และ Tsuruhime Red Melon (鶴姫レッドメロン) ที่จะมีให้ชิมต่างกันไปในแต่ละวัน คลิ๊กที่นี่เพื่อดูรายละเอียดและข้อมูลเรื่องการจอง (ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น)

 

Dewa Sanzan (出羽三山)

เจดีย์ห้าชั้นของเขาฮากุโระ (เครดิตรูปภาพ: KrobkruengJAPAN)

 

นอกจากนี้ เมืองสึรุโอกะยังเป็นทางผ่านสู่ Dewa Sanzan (出羽三山 Three Mountains of Dewa) สถานที่สำคัญทางความเชื่อแบบชูเก็นโด (修験道) ศาสนาที่มีพื้นฐานความเชื่อบนการบูชาภูเขาและมีการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและชินโตเข้าด้วยกัน

 

วิวยอดเขากัสซัง (เครดิตรูปภาพ: 庄内観光コンベンション協会)

 

ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของ Dewa Sanzan นั้นได้แก่เขาฮากุโระ (羽黒山 Haguro-san) เขากัสซัง (月山 Gassan) และ เขายุโดโนะ (湯殿山 Yudono-san) ที่ต่างสื่อถึงการเกิด การตาย และการเกิดใหม่ เนื่องจากจังหวัดยามากาตะมีหิมะตกหนักในช่วงฤดูหนาว ช่วงฤดูร้อน (ต้นเดือนกรกฎาคมจนถึงกลางเดือนกันยายน) จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการเยี่ยมและเดินขึ้นเขาเหล่านี้

 

คุณสามารถเดินทางไปถึง เขาฮากุโระ ได้โดยนั่งรถบัส 40 นาทีจากสถานี JR Tsuruoka

 

รอติดตามบทความต่อไปของเราที่จะพาไปสำรวจทุกซอกทุกมุมในภูเขาทั้งสามของ Dewa Sanzan ได้เร็วๆ 

 

จะขึ้น KAIRI ได้อย่างไร?

รถไฟ KAIRI วิ่งไปกลับระหว่างสถานี JR Niigata (新潟駅) ในจังหวัดนีงาตะ และสถานี JR Sakata (酒田駅) ในจังหวัดยามากาตะบนทางรถไฟสาย JR Uetsu Main Line โดยจะวิ่งให้บริการในวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการของญี่ปุ่นเป็นหลัก คุณสามารถเช็คตารางและกำหนดการเดินทางได้ที่นี่ ทั้งนี้ ที่นั่งบนรรถไฟขบวนนี้ต้องจองล่วงหน้าทั้งหมด โดยสามารถจองได้ที่นี่

 

KAIRI ขณะวิ่งผ่านนาข้าว (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

จากโตเกียว:

  • ถ้าคุณเดินทางมาจากโตเกียว คุณสามารถเดินทางไปสถานี JR Niigata ได้ใน 2 ชั่วโมง โดยนั่งรถไฟ Joetsu Shinkansen จากสถานี JR Tokyo Station (東京駅)

 

จากอาคิตะ:

  • ถ้าคุณเดินทางมาจากส่วนอื่นของโทโฮคุ คุณสามารถเดินทางมาที่ซากาตะได้จากอาคิตะหรือยามากาตะ โดยสามารถเดินทาง 85 นาทีจากสถานี JR Akita (秋田駅) หรือสถานี JR Sakata ได้ด้วยรถไฟด่วนพิเศษ Inaho ของทางรถไฟสาย JR Uetsu Main Line

 

จากยามากาตะ:

  • นั่งรถไฟ Yamagata Shinkansen (45 นาที) จากสถานี JR Yamagata (山形駅) ไปสถานี JR Shinjo (新庄駅) แล้วเปลี่ยนรถที่สถานี JR Riku West Line (陸羽西線) จากนั้นนั่งรถไฟที่สถานี JR Amarume (50 นาที) และต่อรถไฟอีก 15 นาทีบนทางรถไฟสาย JR Uetsu Main Line ไปสถานี JR Sakata

 

ตั๋วพิเศษตัวช่วยประหยัดค่าโดยสาร

ตั๋ว JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) แบบใหม่และพื้นที่ที่ตั๋วครอบคลุม (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

ถ้าคุณกำลังวางแผนนั่งรถไฟ KAIRI หรือเดินทางรอบๆ นีงาตะและโชไน ขอแนะนำ JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) ตั๋วเดินทางราคาย่อมเยาที่ใช้ขึ้นรถไฟได้ไม่จำกัดตามเส้นรถไฟ JR East (รวมถึงชินกันเซ็นและรถไฟ Joyful Train อย่าง KAIRI) ภายในระยะเวลา 5 วันติดกัน ตั๋วนี้มีราคาเพียง 18,000 เยนเท่านั้น ซึ่งถูกกว่าค่าเดินทางไปกลับระหว่างโตเกียว-นีงาตะ (~21,000 เยน) นอกจากนี้ ตั๋วนี้ยังครอบคลุมค่าเดินทางตลอดเส้นทางของรถไฟ KAIRI อีกด้วย

 

หมายเหตุ: ความเปลี่ยนแปลงในข้อกำหนดและราคาของตั๋ว JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2021 เป็นต้นไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

 

ตั๋ว JR EAST PASS (Tohoku area) แบบใหม่และพื้นที่ที่ตั๋วครอบคลุม (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

นอกจากนี้ ถ้าคุณเดินทางมาจากภูมิภาคโทโฮคุ ขอแนะนำตั๋ว JR EAST PASS (Tohoku area) ที่ใช้ได้ 5 วันและมีราคาเพียง 20,000 เยนเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าค่าโดยสารไปกลับระหว่างโตเกียวและซากาตะ (~28,000 เยน) ทั้งนี้ ข้อควรระวังหนึ่งของการซื้อตั๋วนี้คือ ตั๋วนี้ครอบคลุมเฉพาะระยะทางช่วงซากาตะและมุราคามิในเส้นทางของ KAIRI เท่านั้น

 

หมายเหตุ: ความเปลี่ยนแปลงในข้อกำหนดและราคาของตั๋ว JR EAST PASS (Tohoku area) จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2021 เป็นต้นไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

 

อาหารบน KAIRI

เบ็นโตะของ KAIRI ที่ต้องจองเท่านั้น (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

ถ้าคุณวางแผนนั่งตู้รถคันที่ 1 หรือ 2 (นั่งฟรีด้วยบัตร JR EAST PASS) และอยากสั่งเบ็นโตะพิเศษของ KAIRI (ราคา 1,800 – 2,000 เยน) คุณสามารถจองเบ็นโตะได้ที่ JR East Travel Service Center ที่สถานีรถไฟหลักสถานีต่างๆ เช่นสถานีโตเกียว สถานีอุเอโนะ สถานีชินจูกุ และอื่นๆ โดยที่จุดในบริการในสถานีหลักเหล่านี้จะมีเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาอังกฤษได้คอยให้บริการในทุกเรื่องของการเดินทาง การจองเบ็นโตะนั้นต้องจองภายใน 3 วันก่อนวันออกเดินทาง

 

อาหารที่เสิร์ฟบน KAIRI (เครดิตรูปภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

สำหรับการเดินทางบนตู้รถสำหรับบริการอาหาร (ตู้รถคันที่ 4) นั้น คุณสามารถซื้อแพ็คเกจเดินทางได้ โดยแพ็คเกจนี้จะประกอบด้วย

  • ค่าโดยสารรถ
  • บริการจองที่นั่ง
  • คอร์สอาหาร (ขาออกเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่น และขาเข้าเสิร์ฟอาหารอิตาเลียน)
  • เครื่องดื่ม (เลือกเพียงหนึ่งชนิดจากรายการด้านล่าง)
    • Echigo Beer (ขวดเดียว)
    • สาเก (ขวดเดียว)
    • เซ็ต Yukiiro Soda (ขวดเดียว) และชาเขียว Yukiguni (ขวดเดียว)

 

แพ็คเกจนี้มีราคา 13,400 เยนจากนีงาตะไปสึรุโอกะ โดยสามารถจองได้ที่ JR East Travel Service Center ที่สถานีรถไฟหลักเช่นสถานีโตเกียว สถานีอุเอโนะ สถานีชินจุกุ และอีกมากมาย

 

เครดิตรูปภาพส่วนหัวบทความ: JR East / Carissa Loh
Translated by ANNGLE

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

Share this article:
TSC-Banner
2403-Hokuriku-Right