Japan Rail Times
The
Rail Way
to Travel
Shikoku-Left-Banner
Rail Travel

ตะลุยทางรถไฟสาย Joban ตอนที่ 1: ออกสำรวจอิบารากิ อิวากิ และอีกมากมาย!

ตะลุยทางรถไฟสาย Joban ตอนที่ 1: ออกสำรวจอิบารากิ อิวากิ และอีกมากมาย!

คุณเคยขึ้นรถไฟสาย Joban (常磐線 Jо̄ban-sen) ไหม? ทางรถไฟสายนี้ตัดผ่านพื้นที่ชายหาดในจังหวัดอิบารากิ (茨城県 Ibaraki-ken) และจังหวัดฟุกุชิมะ (福島県 Fukushima-ken) เป็นหลัก โดยชื่อ “Joban” (常磐 Jо̄ban) มากจากการรวมตัวอักษรแรกของชื่อจังหวัดในอดีตคือ ฮิตาจิ (常陸) และ อิวากิ (磐城) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดอิบารากิ, ฟุกุชิมะ และมิยางิ ทางรถไฟสาย Joban ที่มีระยะทางยาว 344 กิโลเมตรนี้ช่วยให้เราสามารถเดินทางระหว่างโตเกียวและเซ็นไดซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดมิยางิ (宮城県 Miyagi-ken) ได้อย่างสะดวกสบาย

 

ทางรถไฟสาย Joban (สีเหลือง) (เครดิตรูปภาพ: JR East, 東北観光推進機構, 茨城県庁)

 

เมื่อคุณเดินทางจากโตเกียวสู่เซ็นได คุณอาจจะขึ้นชินกันเซ็นผ่านอิบารากิและฟุกุชิมะใช่ไหมล่ะ แต่ครั้งหน้าที่คุณมาเยือนญี่ปุ่น ฉันขอแนะนำให้คุณลองเดินทางด้วยทางรถไฟสาย Joban และใช้เวลาสัก 2-3 วันสำรวจที่เที่ยวสนุกๆ ธรรมชาติที่สวยงาม และของกินอร่อยๆ ที่รอคุณอยู่ในพื้นที่นี้!

 

ในตอนแรกจากซีรีส์ทั้งหมด 2 ตอนนี้ เราจะพาคุณไปดูสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจในเส้นทางรถไฟสาย Joban และอย่าลืมรอติดตามตอนที่ 2 ที่เราจะไปเสาะสำรวจอาหารทะเลและของกินรสเด็ดอื่นๆ กัน!

 

การฟื้นฟูทางรถไฟสาย Jobanโดยสังเขป

ขบวนรถไฟซีรีส์ E657 ที่ถูกใช้เป็นรถไฟ Limited Express Hitachi (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

เมื่อขึ้นรถไฟสาย Joban คุณสามารถนั่งรถไฟ Limited Express Hitachi เพื่อให้การเดินทางรวดเร็วขึ้นได้ รถไฟขบวนนี้จะวิ่งระหว่างสถานี Shinagawa และสถานี Sendai โดยมีบางเที่ยวที่จะวิ่งระยะทางสั้นกว่าและสิ้นสุดการให้บริการที่สถานี Iwaki แทน รถไฟ Limited Express Hitachi เพิ่งจะกลับมาให้บริการในเส้นทางโตเกียว-เซ็นไดอย่างเต็มรูปแบบเมื่อเดือนมีนาคม 2020 ที่ผ่านมา เนื่องจากพื้นที่ในสาย Joban ได้รับความเสียหายเมื่อปี 2011

 

ในเดือนมีนาคมปี 2011 ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นนอกชายฝั่งภูมิภาคโทโฮคุ ทำให้เกิดคลื่นสึนามิซัดเข้าฝั่งทำลายบ้านเรือน อาคาร และเส้นทางรถไฟจำนวนมาก สึนามิยังทำให้ไฟฟ้าดับและไปปิดการระบายความร้อนของเครื่องปฏิกรณ์ฟุกุชิมะไดอิจิสามเครื่อง ทำให้เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ขึ้นเนื่องจากทางรถไฟสาย Joban หลายช่วงเป็นเส้นทางในเขตอันตรายของฟุกุชิมะเนื่องจากสารกัมมันตรังสีที่หลงเหลืออยู่ในระดับสูง  ทำให้ต้องรอเป็นเวลานานกว่าระดับสารกัมมันตรังสีจะลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยพอที่จะเริ่มซ่อมแซมทางรถไฟสาย Joban ที่ได้รับความเสียหายได้ เส้นทางระหว่างสถานี Tomioka ถึงสถานี Namie ระยะทางกว่า 20.8 กิโลเมตรต้องปิดตัวเป็นเวลานานถึง 9 ปี จนกระทั่งกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2020 และมีการยกเลิกคำสั่งอพยพที่สถานีเหล่านี้

 

ในที่สุดทางรถไฟสาย Joban ก็เปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง! เรามาสำรวจดูสถานที่เที่ยวแนะนำและวิวตามฤดูกาลที่เดินทางไปได้จากสถานีต่างๆ ระหว่างทางกัน

 

สนุกเพลิดเพลินไปด้วยกันที่สวน Kairakuen

เรามาเริ่มกันที่สถานที่ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ในเมืองมิโตะ (水戸市 Mito-shi) เมืองหลวงของจังหวัดอิบารากิ ซึ่งถ้าพูดถึงมิโตะแล้วจะไม่พูดถึงสวน Kairakuen (偕楽園) ไปไม่ได้ สวนนี้คือหนึ่งในสามสวนที่มีภูมิทัศน์ดีที่สุดในญี่ปุ่น (日本三名園 Nihon Sanmeien) โดยถูกสร้างขึ้นเป็นสวนสาธารณะให้ผู้คนได้มาเพลิดเพลิน ตามชื่อ “Kairakuen” ที่แปลว่า “สวนสำหรับสนุกเพลิดเพลินไปด้วยกัน”

 

สวน Kairakuen ขึ้นชื่อเรื่องดอกบ๊วย (เครดิตรูปภาพ: 茨城県庁, 茨城県観光物産協会)

 

สวน Kairakuen มีชื่อเสียงมากที่สุดจากดอกบ๊วย (梅 ume) ที่ทั้งสวยงามและละเอียดอ่อนซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ภายในสวนนี้มีต้นบ๊วยกว่า 3,000 ต้นรวม 100 สายพันธ์ุ งานเทศกาลดอกบ๊วย (梅まつり ume matsuri) จะจัดขึ้นที่นี่ทุกปีในระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคม โดยในช่วงนี้จะมีสถานีรถไฟพิเศษคือสถานี Kairakuen (偕楽園駅) เปิดทำการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เดินทางมาอีกด้วย!

 

สวน Kairakuen (偕楽園)
ที่ตั้ง: 1-3-3 Tokiwacho Mito,Ibaraki 310-0033
การเดินทาง: อยู่ตรงกับสถานี JR Kairakuen (偕楽園駅) (สถานีนี้จะเปิดให้บริการเฉพาะช่วงเทศกาลดอกบ๊วยเท่านั้น) หรือถ้าเดินทางจากสถานี JR Mito (水戸駅) ให้ขึ้นรถบัสไปลงที่ป้าย Kairakuen-mae (偕楽園前) ใช้เวลา 15 นาที
เวลาทำการ: 06:00–18:00
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 300 เยน

 

Hitachi Seaside Park สรวงสวรรค์แห่งดอกไม้ที่บานตลอดปี

ถ้าคุณยังไม่เต็มอิ่มกับดอกไม้ ฉันขอแนะนำ Hitachi Seaside Park  (ひたち海浜公園 Hitachi Kaihin Kо̄en) ที่อยู่ในจังหวัดอิบารากิเช่นกัน ที่นี่มีดอกไม้หลายสายพันธุ์ให้ชมได้ตลอดทั้งปี

 

เพลิดเพลินไปกับดอกเนโมฟีลาในฤดูใบไม้ผลิ  (เครดิตรูปภาพ: 茨城県庁)

 

ถ้าคุณมาที่นี่ได้แค่ครั้งเดียว ฉันขอแนะนำให้มาในช่วงฤดูกาลของดอกเนโมฟีลา (ネモフィラ nemofira)  ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม เพราะเนินเขามิฮาราชิ โนะ โอกะ (みはらしの丘) จะถูกปกคลุมด้วยดอกไม้สีฟ้าสวยดอกน้อยๆ กว่า 4.5 ล้านดอก สีของดอกไม้ที่คล้ายกับท้องฟ้าทำให้เกิดวิวที่ผ่อนคลายและชวนฝันราวกับโลกแฟนตาซี จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่สถานที่นี้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ!

 

เพลิดเพลินกับหญ้าโคเชียสีแดงสดและดอกคอสมอสสีชมพูในฤดูใบไม้ร่วง (เครดิตรูปภาพ: 茨城県庁)

 

ถ้าคุณไม่สะดวกไปช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก็สามารถไปช่วงฤดูใบไม้ร่วงได้เช่นกัน คุณจะได้เห็นอีกหนึ่งวิวที่น่าตื่นตาของหญ้าโคเชีย (コキア kokia) หรือที่รู้จักในชื่อ Summer Cypress พุ่มหญ้ากลมๆ เหล่านี้จะเป็นสีเขียวในฤดูร้อน (กลางเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนกันยายน) และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงสดในฤดูใบไม้ร่วง (กลางเดือนตุลาคม) ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลในปลายเดือนตุลาคม

 

แม้ว่าโคเชียที่ปกคลุมเนินเขามิฮาราชิ โนะ โอกะจะดูน่าตื่นตาด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ในสวนที่อยู่ใกล้ๆ กันก็มีดอกคอสมอสสีสดใสหลากเฉดสีเบ่งบานอยู่ด้วย ทำให้เกิดเป็นทิวทัศน์ที่ดูอบอุ่นและมีสีสันดึงดูดใจมากยิ่งขึ้นเมื่อท้องฟ้าเป็นสีคราม

 

Hitachi Seaside Park (ひたち海浜公園)
ที่ตั้ง: 605-4 Onuma-aza, Mawatari, Hitachinaka, Ibaraki 312-0012
การเดินทาง: นั่งรถบัส 25 นาทีจากสถานี JR Katsuta (勝田駅)
เวลาทำการ: 09:30–17:00
ค่าเข้า: ขึ้นอยู่กับฤดูกาล

 

สำรวจโลกใต้น้ำที่ Aquamarine Fukushima

ต่อไปเราจะไปกันที่อิวากิ (いわき市 Iwaki-shi) เมืองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดฟุกุชิมะ โดยจุดหมายแรกของเราก็คือ Aquamarine Fukushima (アクアマリンふくしま Akuramarin Fukushima) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโทโฮคุนั่นเอง

 

ชมสิ่งมีชีวิตได้ท้องทะเลอย่างใกล้ชิด (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

ถ้าคุณชื่นชอบพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำล่ะก็ ห้ามพลาด Aquamarine Fukushima เด็ดขาดเลย พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้มีการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เป็นอย่างดี และมีนิทรรศการที่ดีเยี่ยมและละเอียดซึ่งเน้นให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในทะเลด้วย

 

Aquamarine Fukushima ต้องการส่งเสริมให้ผู้เข้าชมนึกถึงอนาคตของมนุษยชาติและโลกนี้ผ่านการเรียนรู้เกี่ยวกับทะเล รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องสิ่งแวดล้อม สำหรับฉันแล้วในฐานะที่เป็นคนรักพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและเรียนจบวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมมา ที่นี่ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ฉันอยากไปหากมีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นในครั้งหน้า

 

Aquamarine Fukushima เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโทโฮคุ (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

Aquamarine Fukushima ตั้งอยู่บนชายฝั่งโอนาฮามะ (小名浜) โดยมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เช่น หลังคาโดมแก้วที่ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในอาคารได้อย่างเต็มที่ แต่ไฮไลท์เด็ดของที่นี่คือตู้ปลา Shiome Sea (潮目の海 shiome-no-umi) ซึ่งมีอุโมงค์สามเหลี่ยมที่คุณสามารถชมสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดที่อยู่ในกระแสน้ำคุโรชิโอะและโอยาชิโอะได้

 

Aquamarine Fukushima (アクアマリンふくしま)
ที่ตั้ง: 50 Tatsumi-cho, Onahama, Iwak-shi, Fukushima 971-8101
การเดินทาง: จากสถานี JR Izumi (泉駅) นั่งรถบัส 10 นาที ลงที่ป้าย Shisho-iriguchi (支所入口) แล้วเดินต่ออีก 15 นาที
เวลาทำการ: 9:00–17:30 (21 มีนาคม-30 พฤศจิกายน) / 9:00–17:00 (1 ธันวาคม-20 มีนาคม)
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,850 เยน, เด็ก 900 เยน (นักเรียนชั้นประถมถึงมัธยม), เด็กนักเรียนต่ำกว่าชั้นประถม เข้าฟรี

 

อาหารทะเลมากมายที่ Iwaki Lalamew

ไม่แน่ว่าคุณอาจจะชอบกินปลามากกว่าดูพวกมันในอควาเรียม หรือไม่ก็อาจจะชอบทั้งสองอย่างเลย? ถ้าใช่ละก็ ตรงไปที่ Iwaki Lalamew (いわき・ら・ら・ミュウ Iwaki ra ra myū) ที่อยู่ใกล้ๆ ได้เลย ที่นี่เป็นตลาดอาหารทะเลที่คุณสามารถซื้อสินค้าอาหารทะเลสดใหม่และรับประทานอาหารทะเลรสเลิศได้

 

แวะช้อปและชิมอาหารทะเลสดๆ ที่ Lalamew (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

ที่ Iwaki Lalamew นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับสินค้าท้องถิ่นคุณภาพเยี่ยมของอิวากิ และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอิวากิด้วย ที่นี่แบ่งออกเป็น 6 โซนกระจายอยู่ทั่วสองชั้น แต่ถ้าคุณรู้สึกหิวก็ให้พุ่งไปที่โซนอาหารเลย ที่ร้านอาหารคุณสามารถเพลิดเพลินกับอาหารทะเลตามฤดูกาลพร้อมชมทิวทัศน์อันน่าทึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกไปด้วยได้ หากต้องการจะเข้าไปใกล้ชิดทะเลมากขึ้น แนะนำให้ลองนั่งเรือสำราญโอนาฮามะ (小名浜デイクルーズ Onahama Day Cruise)  50 นาที ท่าเรืออยู่ด้านนอกของ Lalamew นี่เอง

 

ชายฝั่งฟุกุชิมะหันหน้าออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นที่ที่กระแสน้ำอุ่นคุโรชิโอะไหลมารวมกับกระแสน้ำเย็นโอยาชิโอะ ซึ่งทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของสัตว์ทะเลหลากชนิด และนั่นก็หมายถึงอาหารทะเลแสนอร่อยมากมายอีกด้วย หากคุณอยากรู้ว่าอาหารทะเลที่มีชื่อเสียงของอิวากิคืออะไร ก็รอติดตามตอนที่ 2 ของซีรีส์บทความทางรถไฟสาย Joban นี้ได้เลย!

 

Iwaki Lalamew (いわき・ら・ら・ミュウ)
ที่ตั้ง:  43-1, Aza Tatsumi-cho, Onahama, Iwaki-shi, Fukushima 971-8101
การเดินทาง: จากสถานี  JR Izumi (泉駅) นั่งรถบัส 20 นาทีไปลงที่ป้าย Onohama Annaisho (小名浜案内所) แล้วเดินต่ออีก 7 นาทีจะถึง Iwaki Lalamew
เวลาทำการ: แตกต่างกันไปตามแต่ละร้าน โดยทั่วไปร้านค้าจะเปิดระหว่างเวลา 9:00–18:00 ส่วนร้านอาหารจะเปิดระหว่างเวลา 10:00–18:00

 

ผ่อนคลายที่ยูโมโตะออนเซ็น หนึ่งในน้ำพุร้อนที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

อิวากิเป็นที่รู้จักในเรื่องบ่อน้ำพุร้อนบำบัดที่ยูโมโตะออนเซ็น (湯本温泉) มานานหลายศตวรรษ ด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,000 ปี ทำให้ยูโมโตะออนเซ็นเป็นหนึ่งในสามบ่อน้ำพุร้อนโบราณของญี่ปุ่น (日本三古湯 Nihon sankotо̄) อีกสองแห่งคือโดโกะออนเซ็นในจังหวัดเอฮิเมะ และอาริมะออนเซ็นในจังหวัดเฮียวโกะ

 

น้ำพุร้อนบำบัดของยูโมโตะออนเซ็นมีสรรพคุณมากมาย (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

ยูโมโตะออนเซ็นมีอัตราน้ำผุดสูงที่สุดในโลกที่ 5 ตันต่อนาที ทำให้น้ำอุดมไปด้วยกำมะถันซึ่งกล่าวกันว่ามีแร่ธาตุที่ดีสำหรับผิวพรรณมากมาย นอกจากคุณสมบัติช่วยให้ผิวสวยที่หลายคนหลงรักแล้ว ว่ากันว่าน้ำนี้ยังมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตและช่วยให้ร่างกายอบอุ่นอีกด้วย

 

น้ำพุร้อนสำหรับม้า

น้ำพุร้อนของยูโมโตะออนเซ็นถูกใช้ในการฟื้นฟูบำบัดม้า  (เครดิตรูปภาพ: JRA競走馬リハビリテーションセンター)

 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับยูโมโตะออนเซ็นก็คือ น้ำร้อนบำบัดนี้ไม่ได้ใช้แค่เฉพาะกับคนแต่ยังใช้กับม้าด้วย! ยูโมโตะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับม้ามาเนิ่นนาน ศูนย์เวชกรรมฟื้นฟูม้าแข่ง JRA เป็นสถานที่แห่งเดียวในญี่ปุ่นที่ให้การฟื้นฟูและบำบัดม้าแข่ง ซึ่งไม่เฉพาะแค่การทำกายภาพบำบัดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้น้ำพุร้อนในการบำบัดด้วย

 

ศูนย์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเนื่องจากยูโมโตะออนเซ็นมีน้ำพุร้อนมากมาย และทำเลที่ตั้งก็เหมาะอย่างยิ่ง เพราะอยู่ใกล้กับพื้นที่คันโตซึ่งมีสนามแข่งม้าหลายแห่ง นอกจากนี้สมาคมแข่งม้าแห่งประเทศญี่ปุ่น (JRA) ยังสามารถจัดหาที่ดินขนาดใหญ่ภายในพื้นที่เพื่อสร้างศูนย์ฟื้นฟูขึ้นมาได้ หากคุณมาที่ศูนย์นี้ในช่วงเช้าของวันธรรมดา คุณอาจจะได้เห็นม้ากำลังแช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อนก็ได้นะ!

 

ศูนย์เวชกรรมฟื้นฟูม้าแข่ง JRA (JRA競走馬リハビリテーションセンター)
ที่ตั้ง: 71 Uenohara, Joban Shiratori-machi, Iwaki-shi, Fukushima 972-8325
การเดินทาง: ขับรถ 15 นาทีจากสถานี  JR Yumoto (湯本駅)
เวลาทำการ: 8:00­–11:00 (วันธรรมดาและวันเสาร์) / 13:30­­–14:00 (เฉพาะวันธรรมดาในฤดูร้อน)
ค่าเข้า: ฟรี

 

Spa Resort Hawaiians ธีมปาร์คและฮาวายแห่งแรกในญี่ปุ่น?!

อิวากิเคยเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองเหมืองถ่านหินจนถึงช่วงปี 1960 โดยมีเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปในสมัยนั้น ถ่านหินเปรียบได้กับ "เพชรสีดำ" และประชากรส่วนใหญ่ของอิวากิก็มีส่วนร่วมในการขุดถ่านหินกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกก้าวหน้าและน้ำมันกลายมาเป็นแหล่งพลังงานหลัก การขุดถ่านหินก็ค่อยๆ หมดไป และผู้คนจำนวนมากก็สูญเสียอาชีพการงาน

 

Spa Resort Hawaiians ธีมปาร์คแรกของญี่ปุ่น (เครดิตรูปภาพ: Spa Resort Hawaiians)

 

ขณะกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติ ได้เกิดไอเดียหนึ่งในการพยายามให้ทางเลือกการจ้างงานแก่คนในท้องที่และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับเมือง นั่นคือการสร้างรีสอร์ทที่ใช้ความร้อนและน้ำจากน้ำพุร้อนที่มีอยู่มากมายใต้ดินนั่นเอง ก่อนหน้านี้น้ำพุร้อนของยูโมโตะออนเซ็นเคยเป็นอุปสรรคต่อการขุดถ่านหิน และต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการสูบน้ำออกจากเหมือง ดังนั้นแทนที่จะใช้เงินเพื่อสูบน้ำออก ทำไมไม่ใช้มันให้เกิดประโยชน์แทนล่ะ?

 

ดังนั้นในปี 1966 จึงได้มีการเปิด Joban Hawaiian Center เป็นธีมปาร์คแห่งแรกของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปในตอนนั้น ญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มเปิดรับการเดินทางระหว่างประเทศ และฮาวายก็ถือเป็นจุดหมายปลายทางในฝัน เป็นเหมือนเกาะสวรรค์ที่หลายคนชื่นชอบ ลูกสาวของอดีตคนงานเหมืองถ่านหินเริ่มฝึกเต้น เพราะไฮไลท์ของรีสอร์ตสไตล์ฮาวายแห่งใหม่นี้ก็คือการแสดงระบำฮูลานั่นเอง

 

การแสดงเต้นรำแบบต่างๆ ที่ Spa Resort Hawaiians (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

ในปี 1990 Joban Hawaiian Center ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Spa Resort Hawaiians (スパリゾートハワイアンズ Supa Rizо̄to Hawaianzu) แม้ว่าตอนแรกจะเริ่มจากการเต้นฮูลา แต่ตอนนี้มีการแสดงที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการเต้นแบบตาฮีตีที่ทรงพลัง การเต้นพร้อมกับมีดไฟสไตล์ซามัวโดยนักแสดงชายที่แสนน่าทึ่ง และการเต้นรำแบบชาวเมารีจากนิวซีแลนด์ แม้กระทั่งทุกวันนี้ สิ่งที่ทำให้ Spa Resort Hawaiians น่าดึงดูดใจมากที่สุดก็ยังคงเป็นโชว์การเต้นรำที่แสนเร้าใจและสะกดทุกสายตา!

 

หลังจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ สึนามิ และอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในภาคตะวันออกของญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 Spa Resort Hawaiians ก็ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2012 ในช่วงเวลานั้น นักเต้นฮูลาของรีสอร์ทได้ออกทัวร์ทั่วประเทศเพื่อโปรโมทความพยายามในการฟื้นฟูจากภัยพิบัติ ให้กำลังใจผู้อพยพ และเชิญชวนให้ผู้คนมาเที่ยวอิวากิ เด็กหญิงนักเต้นฮูลารุ่นใหม่ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังในการฟื้นฟู และได้รับคำชมเชยในแวดวงการท่องเที่ยวในฐานะผู้ที่ช่วยสานต่อจิตวิญญาณการต่อสู้ของสาวนักเต้นฮูลารุ่นแรกที่ก้าวขึ้นมาฟื้นฟูเมืองเหมืองถ่านหินที่กำลังเสื่อมถอย

 

สระว่ายน้ำหลากหลายรูปแบบที่ Spa Resort Hawaiians (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

นอกจากโชว์เต้นรำอันน่าตื่นเต้นแล้ว Spa Resort Hawaiians ยังมีชื่อเสียงเรื่องสวนน้ำทั้งแบบในร่มและกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่มีทั้งอ่างอาบน้ำ สระว่ายน้ำ และกิจกรรมทางน้ำสนุกๆ มากมาย ซึ่งทางรีสอร์ทไม่ได้ใช้น้ำพุร้อนจากยูโมโตะออนเซ็นในห้องอาบน้ำและสปาเท่านั้น แต่ยังใช้ในสระว่ายน้ำด้วย ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับสรรพคุณของน้ำพุร้อนในระหว่างที่กำลังเล่นน้ำในสระ

 

ที่นี่คุณจะได้เพลิดเพลินกับฤดูร้อนตลอดทุกวัน เพราะตัวอาคารตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 28ºC ตลอดปี Spa Resort Hawaiians ยังเป็นแหล่งรวมสิ่งอำนวยความสะดวกที่แปลกไม่เหมือนใคร เช่น อ่างอาบน้ำแบบเปิดโล่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก สระว่ายน้ำในอควาเรียมที่นักท่องเที่ยวสามารถว่ายน้ำกับปลาได้  สไลเดอร์น้ำที่เป็นเจ้าของสถิติ และอื่นๆ อีกมากมาย

 

Spa Resort Hawaiians (スパリゾートハワイアンズ)
ที่ตั้ง: 50, Warabidaira, Fujiwaramachi, Joban, Iwaki-shi, Fukushima 972-8326
การเดินทาง: นั่งรถรับส่งฟรีจากสถานี JR Yumoto (湯本駅) ใช้เวลา 15 นาที
ค่าเข้า (ตั๋ว 1 วันสำหรับสวนน้ำ, บ่อน้ำพุร้อน, เอโดะ โจวะ โยอิจิ และ Spa Garden Pareo):
     ผู้ใหญ่ 3,570 เยน (ชั้นมัธยมต้นขึ้นไป)
     เด็ก 2,250 เยน (ชั้นประถม)
     เด็กเล็ก 1,640 เยน (อายุ 3 ปีจนถึงวัยเรียนก่อนชั้นประถม)
มีส่วนลดต่างๆ เช่น Later entry (หลัง 15:00 น., หลัง 18:00 น.) แขกที่ค้างคืน ผู้พิการ ผู้ที่มาเป็นหมู่คณะ ฯลฯ

 

Hula Girls ภาพยนตร์ที่อิงมาจากเรื่องจริง

ภาพยนตร์เรื่อง Hula Girls สร้างจากเรื่องราวของ Joban Hawaiian Center ก่อนที่จะมาเป็น Spa Resort Hawaiians (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

ในปี 2006 ได้มีการปล่อยภาพยนตร์เรื่อง "Hula Girls" (フラガール fura gāru) ออกมา ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่อิงจากเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเปิดตัว Joban Hawaiian Center และบอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวในท้องถิ่นที่อุทิศตนเพื่อเรียนรู้การเต้นฮูลา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเธอไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเพื่อช่วยรักษาเมืองของพวกเธอเอาไว้

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่อบอุ่นและสร้างแรงบันดาลใจที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจิตวิญญาณมนุษย์ซึ่งฉันอยากแนะนำให้ดูกันมากๆ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเสียงชื่นชมในระหว่างที่ออกฉาย และได้รับรางวัลมากมายในญี่ปุ่น

 

เร็วๆ นี้: ภาพยนตร์แอนิเมชั่น Hula Fulla Dance

นัตสึนางิ ฮิวะ ตัวละครเอกของเรื่อง Hula Fulla Dance (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

ความโดดเด่นของ Spa Resort Hawaiians ทำให้อิวากิมักจะถูกเรียกว่าฮาวายแห่งโทโฮคุ (東北のハワイ) และนักเต้นประจำรีสอร์ทมักถูกเรียกว่า "สาวฮูลา" ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Hula Fulla Dance” (フラ・フラダンス fura fura dansu) เป็นเรื่องราวของนัตสึนางิ ฮิวะ เด็กสาวที่เลือกทำงานเป็นสาวฮูลา ภาพยนตร์เรื่องนี้จะแสดงให้เห็นการเติบโตของฮิวะในระหว่างที่เรียนรู้งานใหม่ของเธอและผูกมิตรกับเพื่อนๆ สาวฮูลา โดยภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่นในวันที่ 3 ธันวาคม 2021

 

ฮูลา โอกามิ: การเต้นฮูลาในชุดกิโมโน

ฮูลา โอกามิ คือการเต้นฮูลาในชุดกิโมโน (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

ฮูลาได้กลายเป็นภาพลักษณ์ที่สำคัญส่วนหนึ่งของอิวากิไปแล้ว และสิ่งไม่เหมือนใครที่คุณจะได้สัมผัสก็คือ ฮูลา โอกามิ (フラ女将) ที่ยูโมโตะออนเซ็น โอกามิ เป็นเจ้านายหญิงของเรียวกังออนเซ็น (温泉旅館 onsen ryokan) โอกามิในยูโมโตะออนเซ็นตั้งกลุ่มฮูลาของตัวเองขึ้นในปี 2015 เพื่อฟื้นฟูเมืองบ่อน้ำพุร้อนของตน โดยได้แรงบันดาลใจจากสาวฮูลาที่ Spa Resort Hawaiians นั่นเอง ฮูลา โอกามินั้นนอกจากจะคอยให้การต้อนรับและแนะนำประวัติศาสตร์และสถานที่ท่องเที่ยวของอิวากิแก่ผู้มาเยือนแล้ว พวกเธอยังขึ้นชื่อเรื่องการเต้นฮูลาขณะสวมชุดกิโมโนอีกด้วย!

  

ชิรามิสึ อามิดาโด สมบัติของชาติญี่ปุ่น

เพียงไม่กี่กิโลเมตรขึ้นไปทางเหนือของ Spa Resort Hawaiians เป็นที่ตั้งของวัดกันโจจิ (願成寺 Ganjо̄ji) ที่กล่าวกันว่าสร้างขึ้นในปี 1160 โดยเจ้าหญิงโทคุฮิเมะเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่อิวากิ โนริมิจิ อดีตผู้ครองจังหวัดอิวากิผู้เป็นสามีของเธอ

 

ชิรามิสึ อามิดาโด ตั้งอยู่ในสวนสไตล์ Pure Land ซึ่งจะสวยงามตระการตาในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (เครดิตรูปภาพ: 福島県観光物産交流協会)

 

ส่วนหนึ่งของวัดกันโจจิคือ ชิรามิสึ อามิดาโด (白水阿弥陀堂 Shiramizu Amidadо̄) เป็นพระอุโบสถสวยที่ตั้งอยู่ในสวนสไตล์ Pure Land (浄土庭園 jо̄do teien) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในสมัยเฮอัน (794–1185) ชิรามิสึ อามิดาโดถูกกำหนดให้เป็นสมบัติของชาติ (国宝 kokuhо̄) ในปี 1946 และเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นหายาก ได้แก่พระอมิตาภพุทธะที่ถูกจัดวางแบบอะมิดะซันซง (阿弥陀三尊 Amitabha Triad) และ ท้าวธตรฐ・ ท้าวเวสวัณ (持国・多聞天 Jikoku・Tamonten) ซึ่งทั้งคู่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญ

 

บริเวณวัดเป็นสถานที่ชมดอกไม้ที่ได้รับความนิยม ทั้งดอกบ๊วย ดอกไอริส ดอกบัว รวมถึงเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงด้วย การประดับไฟยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วงเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากจริงๆ !

 

ชิรามิสึ อามิดาโด (白水阿弥陀堂)
ที่ตั้ง: 219 Hirohata, Uchigo Shiramizu-machi, Iwaki-shi, Fukushima 973-840
การเดินทาง: นั่งรถบัส 5 นาที หรือเดิน 30 นาทีจากสถานี JR Uchigō(内郷駅) หรือนั่งรถบัส 25 นาทีจากสถานี JR Iwaki (いわき駅).
เวลาทำการ: 8:30–16:00 (เมษายน-ตุลาคม) / 8:30–15:30 (พฤศจิกายน-มีนาคม)
วัดจะปิดในวันพุธที่สี่ของเดือน ในวันเซ็ตสึบุน ในช่วงวันหยุดโอบ้ง ในวันวสันตวิษุวัตและวันศารทวิษุวัต ในวันพุธและวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนธันวาคม และในช่วงสิ้นปี (25–31 ธันวาคม) นอกจากนี้วัดอาจปิดเมื่อสภาพอากาศไม่ดีและในช่วงที่จัดกิจกรรมพิเศษทางศาสนา
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 500 เยน

  

เดินเล่นใต้อุโมงค์ซากุระที่โยโนะโมริ

ไกลออกไปบนเส้นทางสาย Joban ในโทมิโอกะ (富岡町 Tomioka-chо̄) มีถนนที่เต็มไปด้วยต้นซากุระโซเมย์โยชิโนะที่สวยงามทั้งสองข้างทาง กลายเป็นอุโมงค์สีชมพูที่เรียกว่า อุโมงค์ซากุระโยโนโมริ (夜の森桜トンネル Yonomori Sakura Tunnel) ต้นไม้จำนวนมากถูกปลูกไว้ตั้งแต่เมื่อ 80 กว่าปีที่แล้ว โดยต้นแรกๆ ปลูกในสมัยเมจิ (1868–1912) ต้นซากุระถูกปลูกเรียงรายตลอดระยะทางยาวกว่า 2.2 กิโลเมตร แต่ปัจจุบันเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้เพียง 800 เมตร

 

อุโมงค์ซากุระโยโนะโมริที่สวยงาม (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

อุโมงค์ซากุระโยโนะโมริที่ดอกซากุระมักจะบานตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนถึงกลางเดือนเมษายนตั้งอยู่ห่างจากสถานี JR Yonomori (夜ノ森駅) โดยใช้เวลาเดินเพียงครู่เดียว ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานีที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติซึ่งในที่สุดก็เปิดให้ชมอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2020 คำสั่งอพยพที่โทมิโอกะถูกยกเลิกในปี 2017 และผู้คนจำนวนมาก็ยังคงมาเยี่ยมชมจุดชมซากุระอันเป็นที่รักแห่งนี้ต่อไปหลังจากภัยพิบัติในปี 2011

 

ในช่วงเทศกาลซากุระ จะมีการปิดถนนไม่ให้รถวิ่งผ่านในระหว่างเวลา 9:00-15:00 น. ทำให้ที่นี่กลายเป็นสวรรค์ของคนเดินเท้าไปเลย นอกจากนี้ยังมีการเปิดไฟไลท์อัพในช่วงกลางคืน ซึ่งจะเริ่มเปิดตั้งแต่คืนก่อนวันเทศกาล

 

อุโมงค์ซากุระโยโนะโมริ (夜の森桜トンネル)
ที่ตั้ง: Tomioka-cho, Futaba-gun, Fukushima
การเดินทาง: เดิน 5 นาทีจากสถานี JR Yonomori (夜ノ森駅)
ช่วงเวลา: ต้นถึงกลางเดือนเมษายน (แตกต่างกันไปในแต่ละปี)
ค่าเข้า: ฟรี

 

พบกับจิตวิญญาณซามูไรและการแข่งม้าที่เทศกาลโซมะ โนมาโออิ

โซมะ โนมาโออิ (相馬野馬追 Sо̄ma Nomaoi) เป็นเทศกาลแข่งม้าซามูไรแบบดั้งเดิมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,000 ปีย้อนไปในสมัยเฮอัน โดยจะจัดขึ้นในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันจันทร์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมที่เมืองมินามิโซมะ

 

ผู้เข้าร่วมนับร้อยสวมชุดเกราะซามูไรและขี่ม้า (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

โซมะ (相馬 Sо̄ma) เป็นเขตที่มีชื่อเสียงเรื่องการเพาะพันธุ์ม้า ซึ่งในชื่อก็มีตัวคันจิที่แปลว่าม้า (馬) อยู่ด้วย! “โนมาโออิ” หากแปลตรงตัวจะหมายถึง “การไล่จับม้าป่า” และเทศกาลนี้เริ่มต้นขึ้นเพื่อเป็นการฝึกให้ซามูไรจับม้าเพื่อรักษาทักษะการต่อสู้ของพวกเขาให้เฉียบแหลม ปัจจุบัน โซมะ โนมาโออิ ถือเป็นทรัพย์สินสำคัญทางวัฒนธรรมพื้นบ้านที่จับต้องไม่ได้

 

การแข่งม้าคัชชูเคบะอันน่าตื่นเต้น (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

ในช่วงเทศกาล ผู้เข้าร่วมหลายร้อยคนจะสวมชุดเกราะซามูไรที่สวยงามประณีตและเดินขบวนพาเหรดไปทั่วเมือง โดยอีเว้นท์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดจะถูกจัดในวันที่สอง ซึ่งจะมีการแข่งม้าคัชชูเคบะ (甲冑競馬 Kacchū Keiba) อันน่าตื่นเต้นที่ห้ามพลาด พลม้าจะสวมอุปกรณ์รบเต็มยศซึ่งรวมถึงดาบด้วย และพวกเขาจะควบม้าแข่งเป็นระยะทาง 1,000 เมตรโดยมีเสียงเชียร์จากฝูงชนอยู่เบื้องหลัง

 

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานนี้คือการต่อสู้เพื่อชิงธงศักดิ์สิทธิ์ (神旗争奪戦 Shinki Sōdatsu-sen) ซึ่งพลม้าหลายร้อยคนในชุดซามูไรจะแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงธงศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกยิงขึ้นไปในอากาศ

 

โซมะ โนมาโออิ เป็นเทศกาลที่มีสีสันและน่าตื่นเต้น ซึ่งมอบโอกาสพิเศษให้ผู้มาเยือนได้เห็นชุดเกราะซามูไรและธงรบที่จำลองออกมาได้อย่างสมจริง หากคุณไปเที่ยวที่นี่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมก็ลองไปดูกันด้วยล่ะ!

 

โซมะ โนมาโออิ (相馬野馬追)
ที่ตั้ง: Hibarigahara festival grounds, 4-13-27 Haramachiku Hashimoto-cho, Minamisoma, Fukushima 975-0006
การเดินทาง: นั่งแท็กซี่ 10 นาทีจากสถานี JR Haranomachi (原ノ町) ในวันที่สองของงานเทศกาลจะมีรถรับส่งฟรีจากสถานี JR Haranomachi ไปยังพื้นที่จัดงานเทศกาลฮิบาริกาฮาระ
วันงานเทศกาล: วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันจันทร์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม

 

ขี่ม้าแบบสบายๆ ที่โอดากะ

ถ้าคุณอยากเข้าไปใกล้ชิดกับม้าแต่ไม่สามารถเดินทางไปไปถึงมินามิโซมะเพื่อร่วมงานโซมะ โนมาโออิได้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะคุณยังสามารถลองขี่ม้าได้ตลอดทั้งปีกับ Horse Value ในโอดากะ (小高) ซึ่งอยู่ในมินามิโซมะเช่นกัน

 

ลองขี่ม้าไปในเมืองเมืองหรือตามแนวชายฝั่ง (เครดิตรูปภาพ: Horse Value)

 

Horse Value เปิดในปี 2020 เพื่อเพิ่มค่านิยมทางสังคมของม้า และให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขี่ม้าที่ผ่อนคลาย หากคุณมีเวลาไม่มาก คุณสามารถเลือกขี่ม้าไปตามถนนในโอดากะ (小高うまさんぽ Odaka Uma Sanpo) ได้ แต่ถ้าคุณมีเวลามากกว่านั้น ก็สามารถเลือกคอร์สขี่ม้าริมชายหาด (海岸トレッキング kaigan torekkingu) หนึ่งชั่วโมง หรือคอร์สขี่ม้าเดินป่า (森林トレッキング shinrin torekkingu) ซึ่งคุณจะได้สำรวจทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจในขณะที่อยู่บนหลังม้า!

 

Horse Value
ที่ตั้ง: ขึ้นอยู่กับคอร์สขี่ม้าแต่ละคอร์ส
จำเป็นต้องจองคอร์สขี่ม้าทั้งหมดล่วงหน้า
คอร์สโอดากะ อุมะ Odaka Uma Sanpo Course: 4,400 เยน/คน สถานีที่ใกล้ที่สุด: สถานี JR Odaka (小高駅)
คอร์สริมชายหาด Coastal Trekking Course: 15,000 เยน/คน สถานีที่ใกล้ที่สุด: สถานี JR Kashima (鹿島駅)
คอร์สเดินป่า Forest Trekking Course: 11,000 เยน/คน สถานีที่ใกล้ที่สุด: สถานี JR Iwakiо̄ta (磐城太田駅)

 

ดอกทานตะวันมากมายที่เทศกาล Yamamoto Sunflower Festival

ไกลออกไปตามทางรถไฟสาย Joban ใกล้กับสถานี JR Sakamoto (坂元駅) ทางตอนใต้ของจังหวัดมิยางิคือเมืองยามาโมโตะ ที่ซึ่งเทศกาลดอกทานตะวันกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ดอกทานตะวันที่ Yamamoto Sunflower Festival (เครดิตรูปภาพ: 東北観光推進機構)

 

Yamamoto Sunflower Festival (やまもとひまわり祭り Yamamoto Himawari Matsuri) เริ่มขึ้นในปี 2018 ซึ่งในปีนี้ได้ฉลองครบรอบปีที่ 4 แล้ว ที่นี่เคยเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่มาก่อน แต่แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่นในปี 2011 ได้สร้างความเสียหายในพื้นที่ ทำให้ไม่เหมาะกับการปลูกพืชผลอีกต่อไป

 

ชาวเมืองยามาโมโตะต่างทำงานอย่างหนักและเริ่มทำไร่ดอกทานตะวันเพื่อปรับดินในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ โดยหวังว่าดินจะกลับมาใช้ปลูกพืชได้อีกครั้งในอีกไม่กี่ปี  ทุ่งทานตะวันแห่งนี้จะมีชีวิตชีวาในฤดูร้อนเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนด้วยดอกทานตะวันที่สดใสชวนตื่นตากว่า 2 ล้านดอก ซึ่งล้วนทำให้ทั้งทุ่งทานตะวันดูเหมือนพรมสีเหลืองที่ทอดยาวสู่ขอบฟ้าอย่างไร้ที่สิ้นสุด!

 

Yamamoto Sunflower Festival (やまもとひまわり祭り)
ที่ตั้ง: Nakahama, Sakamoto, Yamamoto, Watari, Miyagi
การเดินทาง: นั่งแท็กซี่ 5 นาที จากสถานี JR Sakamoto (坂元駅) ไปยังสถานที่จัดงาน
ช่วงเวลา: ต้นถึงปลายเดือนสิงหาคม (แตกต่างกันไปในแต่ละปี)
ค่าเข้า: ฟรี

 

การเดินทางไปที่นั่น

ทางรถไฟสาย Joban เชื่อมต่อโตเกียวกับเซ็นไดเข้าด้วยกัน โดยทางรถไฟสายนี้ทอดตัวผ่านสถานที่ที่สวยงามในจังหวัดอิบารากิ ภูมิภาคฮามาโดริในจังหวัดฟุกุชิมะ และตอนใต้ของจังหวัดมิยางิ ซึ่งมีประสบการณ์สนุกๆ น่าตื่นเต้นมากมายรอคุณอยู่ เมื่อไหร่ที่สามารถเดินทางไปญี่ปุ่นได้อีกครั้ง ก็มาขึ้นรถไฟและออกเดินทางไปตามเส้นทางสาย Joban กันเถอะ! ตามไปอ่านตอนที่ 2 ของซีรีส์นี้ ซึ่งเราจะแนะนำอาหารอร่อยที่คุณสามารถเพลิดเพลินได้ตลอดเส้นทางรถไฟสาย Joban

 

JR EAST PASS (Tohoku area)

JR EAST PASS (Tohoku area) และพื้นที่ที่ใช้ได้ (เครดิตรูปภาพ: JR East)

 

ถ้าคุณกำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางรถไฟสาย Joban ขอแนะนำ JR EAST PASS (Tohoku area) ตั๋วเดินทางราคาย่อมเยาที่ใช้ขึ้นรถไฟได้ไม่จำกัดตามเส้นทางรถไฟ JR East (รวมถึงชินกันเซ็น) ภายในระยะเวลา 5 วันติดกัน ตั๋วนี้มีราคาเพียง 20,000 เยนเท่านั้นทำให้เป็นตัวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายชั้นดี นอกจากนี้ คุณยังสามารถสำรองที่นั่งรถไฟชินกันเซ็น รถไฟด่วนพิเศษบางขบวน และ Joyful Train ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ฟรี โดยจองล่วงหน้าได้นานสุดถึง 1 เดือน ที่นี่

 

ตั๋ว JR EAST PASS (Tohoku area) สามารถใช้ได้กับประตูอัตโนมัติ และผู้ที่ถือหนังสือเดินทางต่างชาติที่พำนักในญี่ปุ่นมีสิทธิ์ใช้ตั๋วนี้ได้เช่นกัน

 

เครดิตรูปภาพส่วนหัวบทความ: 東北観光推進機構, 茨城県庁
Translated by ANNGLE

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

Share this article:
TSC-Banner
Shikoku-Right-Banner