Japan Rail Times
The
Rail Way
to Travel
2208-Jibiru-Left
Rail Travel

รถไฟท่องเที่ยวสุดหรูแห่งแหลมอิสุจาก JR East: SAPHIR ODORIKO

รถไฟท่องเที่ยวสุดหรูแห่งแหลมอิสุจาก JR East: SAPHIR ODORIKO

เพียงนั่งรถไฟจากโตเกียวมา 2 ชั่วโมง 30 นาที คุณจะมาถึงแหลมอิสุ (伊豆半島 Izu Peninsula) สถานที่ที่เต็มไปด้วยออนเซ็นสุดผ่อนคลาย วิวทะเลสีไพลินกว้างสุดลูกหูลูกตา แหล่งชมดอกไม้ตระการตา และอาหารทะเลที่อร่อยจนหยุดไม่ได้ โดยแหลมอิสุเป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับการเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์กับครอบครัวและเพื่อนๆ มาเป็นเวลานานแล้ว

 

และเพื่อให้การเที่ยวแหลมอิสุเป็นทริปที่น่าจดจำมากกว่าเดิม ลองมาขึ้น SAPHIR ODORIKO (サフィール踊り子 Safīru Odoriko) รถไฟหรูขบวนใหม่ล่าสุดของ JR East กัน รถไฟขบวนนี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2020 ที่ผ่านมา โดย SAPHIR ODORIKO วิ่งให้บริการทุกวันระหว่างสถานี Tokyo และสถานี Izukyū-Shimoda (伊豆急下田駅) ในแหลมอิสุ และยังเป็นรถไฟหรูสำหรับชมวิวที่มีจุดเด่นคือที่นั่ง Premium Green ใหม่ของ JR East อีกด้วย

 

รูปลักษณ์ภายนอกสีน้ำเงินไพลินสวยสง่าของ SAPHIR ODORIKO (เครดิตภาพ: JR East)

 

SAPHIR ODORIKO ออกแบบโดยเคน โอคุยามะ (Ken Okuyama) นักออกแบบอุตสาหกรรมชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้ออกแบบรถไฟ Train Suite Shiki-shima และรถไฟ Joyful Train หลายขบวนของ JR East ตัวขบวนรถ SAPHIR ODORIKO โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายนอกเป็นสีน้ำเงินเข้มที่ได้แรงบันดาลใจจากเฉดสีไพลินของน้ำทะเลและท้องฟ้าของแหลมอิสุ

 

อันที่จริง สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ที่เป็นที่มาของชื่อขบวนรถไฟด้วย โดย “Saphir” เป็นคำภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “ไพลิน” และ “Odoriko” มาจากวรรณกรรมชื่อดัง “Izu no Odoriko” (伊豆の踊り子 The Dancing Girl of Izu) ของนักเขียนรางวัลโนเบลคาวาบาตะ ยาสุนาริ (Kawabata Yasunari) นอกจาก SAPHIR ODORIKO แล้ว รถไฟหลายขบวนที่วิ่งให้บริการระหว่างโตเกียวและแหลมอิสุก็มีคำว่า “Odoriko” อยู่ในชื่อเช่นกัน

 

SAPHIR ODORIKO ในฤดูใบไม้ผลิ  (เครดิตภาพ: JR East)

 

รถไฟ SAPHIR ODORIKO ที่ใช้ขบวนรถไฟ E261 ซีรี่ส์ใหม่ล่าสุดนี้ ได้เข้ามาแทนที่รถไฟ Super View Odoriko ส่วนใหญ่ที่เคยให้บริการตั้งแต่เมษายน 1990 จนถึงมีนาคม 2020 รวมถึงรถไฟ IZU CRAILE ที่เป็นรถไฟภัตตาคารระดับ Green ด้วย โดย SAPHIR ODORIKO เป็นรถไฟที่ให้บริการชั้นเลิศเมื่อเทียบกับรถไฟ Limited Express Odoriko อื่นๆ ที่เชื่อมระหว่างโตเกียวและอิสุคิว-ชิโมดะ อีกทั้งยังเป็นตัวเลือกในการเริ่มต้นทริปไปยังแหลมอิสุที่ทั้งสะดวกสบายและหรูหรา คุณพร้อมไหม? มาดูว่ามีอะไรรอเราอยู่บนขบวนรถไฟ SAPHIR ODORIKO กัน!

 

แผนผังของรถไฟ SAPHIR ODORIKO (เครดิตภาพ: JR East)

 

SAPHIR ODORIKO ประกอบด้วยตู้รถทั้งหมด 8 คัน และมีที่นั่งระดับ Green ขึ้นไปเท่านั้น และยังเป็นรถไฟขบวนแรกที่มีตู้รถ Premium Green (プレミアムグリーン) ซึ่งจะมีที่นั่งที่เป็นระดับตรงกลางระหว่าง Green และ Gran Class

 

ตู้รถคันที่ 1: ตู้รถ Premium Green

นั่งระดับ Premium Green ของ SAPHIR ODORIKO (เครดิตภาพ: Japanmase)

 

ตู้รถ Premium Green ที่มีที่นั่งสุดพิเศษนั้นจะอยู่ในตู้รถคันที่ 1 ที่จะอยู่ด้านหน้าสุดของขบวนรถไฟในเที่ยวขาไปแหลมอิสุ (และจะอยู่ท้ายขบวนในเที่ยวขาเข้าโตเกียว) ที่นั่งถูกจัดวางแบบ 1+1 ทำให้แต่ละแถวมีที่นั่งเดี่ยวเพียงสองที่นั่งเท่านั้น รวมที่นั่ง Premium Green ทั้งหมดเพียง 20 ที่บนขบวนรถไฟทั้งขบวน

 

นั่งตู้รถ Premium Green ของ SAPHIR ODORIKO (เครดิตภาพ: JR East and Japanmase)

 

ที่นั่งเบาะหนังขนาดใหญ่ที่นุ่มสบายมีความกว้างเป็นพิเศษและให้ความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังอยู่ฝั่งที่จะเห็นวิวทะเลด้วย โดยเบาะนั่งสามารถปรับหันไปทางหน้าต่างเพื่อให้ผู้โดยสารเห็นวิวที่ผ่านไปมานอกหน้าต่างได้ด้วย! นอกจากนี้ หน้าต่างของตู้รถยังมีขนาดกว้างใหญ่และมาพร้อมกับช่องไฟให้เห็นท้องฟ้าข้างบนเพื่อยกระดับประสบการณ์ในการนั่งรถไฟขบวนนี้ด้วย

 

ที่นั่งตู้รถ Premium Green ทั้งหมดมีที่วางขาที่สามารถปรับได้ และปรับเบาะเอนนอนได้ด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้ผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินไปกับการเดินทางได้อย่างสะดวกและผ่อนคลาย ที่นั่งแต่ละที่ต่างมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งปลั๊กไฟ โต๊ะที่พับเก็บได้ ที่วางแก้ว ไฟอ่านหนังสือ และพื้นที่เก็บของส่วนตัวข้างใต้ที่นั่งที่ผู้โดยสารสามารถใช้เก็บสัมภาระส่วนตัวได้

 

ตู้รถคันที่ 2–3: ตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัว

ตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัวสำหรับรองรับผู้โดยสาร 6 คน (เครดิตภาพ: JR East)

 

สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น หรือสำหรับใครที่เดินทางมาเป็นกลุ่มใหญ่ ขอแนะนำตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัว (グリーン個室 gurīn koshitsu) ในตู้รถคันที่ 2 และ 3 โดยทั้งขบวนรถของ SAPHIR ODORIKO นี้จะมีห้องสำหรับ 4 คนจำนวน 4 ห้อง และมีห้องสำหรับ 6 คนจำนวน 4 ห้อง ซึ่งเหมาะกับผู้โดยสารที่มากันเป็นครอบครัวหรือช่วงเวลาพิเศษเป็นอย่างยิ่ง

 

ภายในตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัว (เครดิตภาพ: Japanmase (ซ้าย) และ JR East (ขวา))

 

ภายในตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัวนั้นตกแต่งอย่างสวยงามด้วยเบาะหนังหนานุ่ม โต๊ะขนาดใหญ่ การตกแต่งด้วยไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น และพรมสีน้ำเงินเข้ม อีกทั้งยังมีหน้าต่างบานใหญ่ที่ให้ผู้โดยสารสามารถมองวิวทะเลได้อย่างเต็มที่

 

ห้องแต่ละห้องต่างมีปลั๊กไฟให้ผู้โดยสารสามารถชาร์จอุปกรณ์ของตัวเองได้ อีกทั้งยังมีชั้นวางของ และช่องไฟบนเพดานที่ช่วยเสริมบรรยากาศให้สว่างโปร่งมากขึ้น และเปิดให้เห็นวิวท้องฟ้าไปด้วยในตัว

 

ตู้รถคันที่ 4: ห้องอาหาร

ภายในห้องอาหารในตู้รถคันที่ 4 (เครดิตภาพ: Japanmase)

 

เริ่มหิวกันแล้ว? มาต่อกันที่ตู้รถคันที่ 4 ที่มีห้องอาหารกันเลย ณ ห้องอาหารที่มีครัวแบบเปิด (Open Kitchen) นี้ ผู้โดยสารสามารถอิ่มอร่อยไปกับอาหารมื้อเบาๆ เช่น พาสต้าปรุงใหม่ๆ และแกงกะหรี่รสเลิศได้ ปัจจุบันอาหารที่เสิร์ฟเป็นเมนูที่คัดเลือกเป็นพิเศษโดยเชฟฮอนดะ เท็ตสึยะ (Honda Tetsuya) จากร้านอาหารอิตาเลียน Ristorante HONDA ที่ได้รับดาวมิชลิน 1 ดาวมาแล้วมากถึง 14 ครั้ง

 

นอกจากมื้ออาหารเบาๆ แล้ว ผู้โดยสารยังสามารถเพลิดเพลินไปกับเครื่องดื่มที่มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ไวน์แดงและไวน์ขาว ไปจนถึงคราฟต์เบียร์ท้องถิ่น น้ำผมไม้อร่อยสดชื่น กาแฟ และชา พร้อมมีขนมหวานอร่อยๆ เช่นเจลาโต้สูตรต้นตำรับ บราวนี่ และมาเดอแลน (Madeleine ขนมไข่ฝรั่งเศส) โดยผู้โดยสารตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัวยังมีตัวเลือกเพิ่มเติมคือชาร์คูเตอรี (Charcuterie อาหารเนื้อที่เสิร์ฟคู่กับชีส) ดูลิสต์เมนูทั้งหมดได้ที่นี่

 

วิวที่เห็นได้จากตู้รถห้องอาหาร (เครดิตภาพ: Japanmase)

 

คงไม่มีการชมวิวไหนที่ดีไปกว่าการกินจนท้องอิ่มระหว่างมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่อีกแล้ว ระหว่างนั่งมองแสงอบอุ่นที่ส่องผ่านหน้าต่างบานกว้างและวิวผืนทะเลสีไพลินที่ส่องประกายอยู่ คุณสามารถนั่งผ่อนคลายและปล่อยตัวเองให้เพลิดเพลินไปกับการนั่ง SAPHIR ODORIKO ได้เลย! ที่นั่งในห้องอาหารแต่ละที่จะมีการติดตั้งแผ่นกั้นใสไว้เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้นผู้โดยสารจึงสามารถอร่อยกับมื้ออาหารได้ด้วยความสบายใจ

 

Saphir Pay

โปรดทราบว่าอาหารที่เสิร์ฟบนขบวนรถนั้นมีจำนวนจำกัด และการซื้อรายการอาหารต่างๆ ในห้องอาหารจะต้องทำการชำระผ่านเว็บไซต์ SAPHIR Pay เท่านั้น (เข้าเว็บไซต์ได้ผ่านโทรศัพท์มือถือเท่านั้น)

 

เว็บไซต์ Saphir Pay (เครดิตภาพ: JR East)

 

บนเว็บไซต์ ผู้โดยสารสามารถเปิดดูเมนูอาหารและเครื่องดื่มและชำระเงินได้ โดยเมื่อชำระแล้ว ผู้โดยสารจะได้รับ QR Code สำหรับใช้รับอาหารที่สั่ง ณ ตู้รถห้องอาหาร

 

ทั้งนี้ สำหรับอาหารเช่นพาสต้า ผู้โดยสารจะต้องจองช่วงเวลาที่จะรับประทานด้วย ซึ่งจะจำกัดเวลาอยู่ที่ 20 นาที นอกจากนี้ก็ขอแนะนำให้จองอาหารล่วงหน้า เพราะหากจองในวันเดินทาง อาหารบางรายการอาจจะปิดรับจองไปเนื่องจากห้องอาหารมียอดจองเต็มแล้ว

 

ตู้รถคันที่ 5–8: ตู้รถ Green

ที่นั่งตู้รถ Green ของ SAPHIR ODORIKO (เครดิตภาพ: JR East)

 

มาดูกันต่อที่ตู้รถคันที่ 5-8 ที่จะมีที่นั่ง Green ที่นั่งสบายและกว้างขวางอยู่ โดยที่นั่งจะถูกจัดวางแบบ 2+1 รวมที่นั่ง Green ทั้งหมด 104 ที่ โดยทุกที่นั่งจะสามารถปรับเอนนอนได้ และมีพนักพิงศีรษะที่ปรับได้ และมีที่วางขาที่พับเก็บได้ด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการนั่งเป็นอย่างยิ่ง 

 

ภายในตู้รถ Green ของ  SAPHIR ODORIKO (เครดิตภาพ: JR East)

 

รู้อะไรไหม? ที่นั่งของตู้รถ Green เหล่านี้สามารถปรับหมุนให้หันหน้าเข้าหากันเหมือนที่นั่งบนชินกันเซ็น (新幹線 รถไฟหัวกระสุน) เพื่อสร้างบรรยากาศสนุกสนานให้กับการเดินทางร่วมกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนได้ด้วย พร้อมกันนี้ แต่ละที่นั่งจะมีปลั๊กไฟ ไฟอ่านหนังสือ และโต๊ะที่พับเก็บได้ และทุกตู้รถมีชั้นเก็บของสำหรับให้ผู้โดยสารเก็บสัมภาระโดยเฉพาะ

 

สนุกไปกับการเที่ยวแหลมอิสุ

รถไฟ SAPHIR ODORIKO ขณะเดินทางไปตามแนวชายฝั่งของแหลมอิสุ (เครดิตภาพ: JR East)

 

ด้วยทำเลที่ค่อนข้างใกล้โตเกียวและโยโกฮามา ทำให้แหลมอิสุเป็นแหล่งพักร้อนยอดนิยมของบรรดาชาวเมืองที่มองหาสถานที่เที่ยวเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แหลมอิสุตั้งอยู่ในจังหวัดชิสุโอกะและถือเป็นสุดยอดพื้นที่ที่มีวิวสวย ซึ่งมีทั้งแนวชายฝั่ง ออนเซ็นริมทะเล สภาพภูมิอากาศที่ดี และอาหารทะเลอร่อย จึงไม่แปลกใจเลยที่สถานที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักร้อนที่ได้รับความนิยม

 

รถไฟ SAPHIR ODORIKO วิ่งไปตามฝั่งตะวันออกของแหลมอิสุและไปสุดสายที่สถานี Izukyū-Shimoda ในเมืองชิโมดะ (下田市 Shimoda City) เมืองที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของแหลมอิสุ ต่อไปนี้คือไฮไลท์ของท้องที่นี้ที่เราขอแนะนำ

 

ชมสีสันแห่งดอกไม้: คาวาสุซากุระ นาโนะฮานะ และดอกไฮเดรนเยีย

คาวาสุซากุระจะบานเต็มที่ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนมีนาคม (เครดิตภาพ: JR East / Carissa Loh)

 

เมื่อนึกถึงแหลมอิสุ ภาพหนึ่งที่หลายคนน่าจะนึกถึงคือเทศกาลซากุระคาวาสุ (河津桜祭り Kawazu Cherry Blossom Festival) ที่มีชื่อเสียง โดยคาวาสุซากุระจะบานเป็นเวลานานถึงหนึ่งเดือนในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งจะต่างกับต้นซากุระพันธุ์โซเมโยชิโนะที่จะบ้านเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น

 

ต้นคาวาสุซากุระที่เรียงรายตลอดระยะทาง 4 กิโลเมตรไปตามแม่น้ำคาวาสุนั้นมีสีชมพูเข้ม และมักบานในช่วงเดียวกันกับดอกนาโนะฮานะ (菜の花 ดอกเรพซีด) สีเหลืองสดใส ในช่วงเย็นพื้นที่บางส่วนจะมีการเปิดไฟประดับที่ให้เราได้ชมวิวดอกไม้ในแบบที่ต่างออกไปและมีมนต์ขลังไม่แพ้กัน เพียงเดินไม่นานจากสถานี Kawazu (河津駅) คุณก็จะมาถึงพื้นที่จัดงานเทศกาลซากุระคาวาสุแล้ว

 

สวนชิโมดะจะจัดเทศกาลดอกไฮเดรนเยียทุกๆ เดือนมิถุนายน (เครดิตภาพ: 下田市観光協会)

 

ในขณะที่คาวาสุซากุระเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ดอกไฮเดรนเยีย (紫陽花 ajisai) นั้นสื่อถึงการสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิและการเริ่มต้นของฤดูร้อน ระหว่างช่วงเทศกาลดอกไฮเดรนเยียประจำปีของชิโมดะ นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมดอกไฮเดรนเยียสวยงามหลากสีสันได้ที่สวนชิโมดะ (下田公園 Shimoda Park) ซึ่งมีดอกไฮเดรนเยียบานพร้อมกันราว 3 ล้านดอก คุณสามารถเดินทางไปสวนชิโมดะได้เพียงเดิน 25 นาทีจากสถานี Izukyū-Shimoda

 

อาหารทะเลที่ต้องลอง: คินเมะได

ปลาชนิดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องชิมให้ได้เมื่อมาแหลมอิสุคือคินเมะได (金目鯛 ปลากะพงแดงตาโต) ปลาทะเลน้ำลึกสีแดงสดที่มีดวงตาโตสีทองและอาศัยอยู่ลึกลงไปหลายร้อยเมตรใต้ระดับน้ำทะเล คุณรู้ไหม? ว่ากันว่าปลาที่จับได้ที่ชิโมดะนั้นเป็นปลาคินเมะไดมากถึง 80% ทีเดียว!

 

คินเมะไดเป็นปลาทะเลน้ำลึกที่สามารถหาชิมได้ที่แหลมอิสุ (เครดิตภาพ: 下田市観光協会)

 

คินเมะไดมีเนื้อนุ่มที่อุดมไปด้วยไขมันดีและรสชาติละมุนลิ้นที่เต็มไปด้วยอุมามิ ซึ่งจะอร่อยที่สุดเมื่อรับประทานพร้อมกับหนังเล็กน้อย ที่แหลมอิสุนี้ คุณสามารถหาชิมหลากเมนูปลาคินเมะไดอร่อยๆ ได้ โดยเมนูเบื้องต้นที่ต้องลองคือซาชิมิ (刺身) สดๆ เนื้อปลาตุ๋นในซอสถั่วเหลือง (煮付け nitsuke) หรือเมนูหม้อไฟ (しゃぶしゃぶ shabu-shabu)

 

สำหรับสายชิมที่อยากลองอะไรใหม่ๆ และคนรักอาหาร คุณอาจจะอยากลองเมนูคินเมะไดที่ไม่เหมือนใครและสร้างสรรค์ดู เช่น เบอร์เกอร์คินเมะได เทมปุระคินเมะได เกี๊ยวคินเมะได ราเมงคินเมะได หรือคินเมะไดเสียบไม้ย่าง

 

จะขึ้น SAPHIR ODORIKO ได้อย่างไร

รถไฟ SAPHIR ODORIKO ในฤดูร้อน (เครดิตภาพ: JR East)

 

รถไฟ SAPHIIR ODORIKO จะวิ่งให้บริการไปกลับทุกวันระหว่างสถานี JR Tо̄kyо̄ (東京駅) และ สถานี Izukyū-Shimoda (伊豆急下田駅) โดยจะวิ่งผ่านสถานี JR Shinagawa (品川駅) และสถานี JR Yokohama (横浜駅) ไประหว่างทาง นอกจากนี้ยังมีรถไฟขบวนเสริมที่ให้บริการจากสถานี JR Shinjuku (新宿駅) และสถานี JR Shibuya (渋谷駅) วิ่งให้บริการในวันที่กำหนดด้วย เช็คตารางการเดินรถไฟและกำหนดการได้ที่นี่

 

ตั๋วรถไฟ

ขึ้นรถไฟ SAPHIR ODORIKO ที่สถานี Tokyo (เครดิตภาพ: Japanmase)

 

ตั๋วรถไฟ 1 ใบสำหรับขึ้น SAPHIR ODORIKO จะประกอบด้วย 3 ส่วนดังนี้:

  • ① ค่าโดยสารทั่วไป (運賃 Basic fare)
  • ② ส่วนต่างค่าโดยสาร Limited Express (特急料金 Limited Express Surcharge)
  • ③ ส่วนต่างค่าโดยสารสำหรับที่นั่ง Green / Premium Green / ห้อง Green แบบส่วนตัว (Green/Premium Green/Green Compartment surcharge)

ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2022 เป็นต้นไป ค่าโดยสาร SAPHIR ODORIKO สำหรับที่นั่งตู้รถ Green จะมีราคา 9,810 เยน และมีราคา 12,130 เยนสำหรับที่นั่งในตู้รถ Premium Green

 

สำหรับตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัว ค่าส่วนต่างจะเป็นราคาต่อห้อง โดยจะเป็นราคาเดียวที่ไม่เปลี่ยนไปตามจำนวนคนที่ใช้ห้อง ดังนั้นค่าใช้จ่ายต่อผู้โดยสารจะแพงขึ้นถ้ามีคนใช้ห้องร่วมกันน้อย และจะมีราคาถูกลงถ้าหากมีผู้ใช้ห้องร่วมกันเยอะ ถ้าจำนวนผู้ใช้ห้องมีเท่ากับจำนวนสูงสุดที่ห้องสามารถรองรับได้ ค่าตั๋วโดยสารจะมีราคาเท่ากับค่าโดยสารตู้รถ Green ในตู้รถคันที่ 5-8 เลย ในกรณีนั้น ลองเปลี่ยนมานั่งตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัวเพื่อให้มีพื้นที่และความเป็นส่วนตัวมากขึ้นดูไหม? สำหรับราคาค่าโดยสารต่อคนโดยละเอียดในแต่ละกรณีนั้น สามารถดูได้ในเนื้อหาส่วนถัดไปนี้

 

 

ราคาตั๋วโดยสารสำหรับขึ้น SAPHIR ODORIKOจากโตเกียวไปอิสุคิว-ชิโมดะ (เครดิตภาพ: JR East)

 

ตารางด้านบนคือตารางสรุปค่าโดยสารสำหรับรถไฟ SAPHIR ODORIKO จากโตเกียว (สถานี Tokyo สถานี Shinagawa สถานี Shinjuku หรือสถานี Shibuya) ไปสถานี Izukyū-Shimoda ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะเดินทางเป็นกลุ่ม 3 คนและนั่งตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัวสำหรับรองรับ 4 คนโดยใช้ตั๋ว Pass ราคารวมสำหรับทั้งกลุ่มจะตกที่ 7,043 เยน x 3คน = 21,130 เยน ทั้งนี้ โปรดทราบว่าคุณจะได้รับตั๋วเพียง 1 ใบ (ไม่ใช่ 3 ใบ) ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายส่วนต่าง Limited Express และค่าส่วนต่างของตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัวของคนทั้งกลุ่ม เนื่องจากค่าส่วนต่างของตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัวนั้นเป็นราคาต่อห้องไม่ใช่ต่อคน

 

ข่าวดีสำหรับผู้ที่ถือตั๋ว Pass ของ JR East ถ้าคุณใช้ตั๋ว JR EAST PASS หรือ JR TOKYO Wide Pass ล่ะก็ ตั๋วเหล่านี้จะครอบคลุมราคาค่าโดยสารทั่วไปอยู่แล้ว ดังนั้นคุณจึงต้องซื้อเพียงแค่ตั๋วสำหรับส่วนต่างค่าโดยสาร Limited Express และส่วนต่างที่นั่ง Green/Premium Green เท่านั้น ราคาส่วนต่างเหล่านี้จะถูกระบุไว้ในช่องขวาสุดของตารางด้านบน

 

จะซื้อตั๋วได้ที่ไหน

ที่นั่งบน SAPHIR ODORIKO เป็นที่นั่งแบบจองทั้งหมด และต้องใช้ตั๋วในการขึ้นโดยสาร คุณสามารถซื้อตั๋วได้ตั้งแต่เวลา 10:00 น. หนึ่งเดือนก่อนวันที่จะเดินทางผ่าน 4 ช่องทางนี้:

  • ศูนย์บริการการท่องเที่ยว JR East (JR East Travel Service Center)
  • ห้องออกตั๋วโดยสาร Midori-no-madoguchi (みどりの窓口)
  • ตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารแบบจองที่นั่ง (指定席券売機 Reserved seat ticket vending machine)
  • แบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ JR-EAST Train Reservation

 

คุณสามารถซื้อตั๋วสำหรับ SAPHIR ODORIKO ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ (เครดิตภาพ: JR East)

 

คุณสามารถติดต่อศูนย์บริการการท่องเที่ยว JR East ได้ตามสถานีรถไฟหลักๆ เช่น สถานี Tokyo สถานี Ueno สถานี Shinjuku และอีกมากมาย โดยศูนย์บริการการท่องเที่ยวตามสถานีหลักๆ นั้นจะมีพนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้ประจำการอยู่เพื่อมอบบริการด้านการท่องเที่ยวที่ดีขึ้นให้แก่ผู้โดยสารชาวต่างชาติ ทั้งนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถซื้อตั๋วสำหรับตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัวได้ที่ศูนย์บริการการท่องเที่ยว JR East และที่ห้องออกตั๋วโดยสาร Midori-no-madoguchi เท่านั้น ส่วนตั๋วสำหรับตู้รถ Green และ Premium Green นั้นสามารถซื้อได้ผ่านทั้ง 4 ช่องทางที่ได้ระบุไว้ด้านบน

 

JR TOKYO Wide Pass

ตั๋ว JR TOKYO Wide Pass และพื้นที่ทีครอบคลุม (เครดิตภาพ: JR East)

 

ถ้าคุณจะเดินทางในพื้นที่ภูมิภาคคันโตเป็นหลัก ขอแนะนำตั๋ว JR TOKYO Wide Pass ตั๋ว Pass ราคาย่อมเยาที่ให้คุณขึ้นรถไฟในเครือ JR East (รวมถึงชินกันเซ็น) ได้แบบไม่จำกัดในพื้นที่ที่ตั๋วครอบคลุมตลอดระยะเวลา 3 วันติดกัน ตั๋วนี้มีราคา 10,180 เยน และครอบคลุมทางรถไฟสาย Izukyūkō ที่เชื่อมไปยังแหลมอิสุด้วย *ตั๋ว JR TOKYO Wide Pass ครอบคลุมเพียงค่าโดยสารทั่วไปของ SAPHIR ODORIKO เท่านั้น ผู้โดยสารยังต้องซื้อตั๋วแยกต่างหากสำหรับที่นั่ง Green/Premium Green อยู่

 

JR EAST PASS

JR EAST PASS (Tohoku area) และ JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) (เครดิตภาพ: JR East)

 

ตั๋ว JR EAST PASS มีอยู่ทั้งหมดสองประเภทด้วยกัน โดยทั้งสองประเภทต่างเป็นตั๋วที่ให้คุณขึ้นรถไฟในเครือ JR East (รวมถึงชินกันเซ็น) ได้แบบไม่จำกัดในพื้นที่ที่ตั๋วครอบคลุมตลอดระยะเวลา 5 วันติดกัน ผู้ถือตั๋วยังสามารถจองที่นั่งบนรถไฟชินกันเซ็น รถไฟด่วนพิเศษบางขบวน และรถไฟ Joyful Train ผ่านช่องทางออนไลน์ที่นี่ได้ล่วงหน้านานถึง 1 เดือนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ตั๋ว  JR EAST PASS (Tohoku area) มีราคา 20,000 เยน ในขณะที่ตั๋ว JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) มีราคา 18,000 เยน ทำให้ตั๋วทั้งสองนี้เป็นตัวเลือกในการประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางในพื้นที่ดังกล่าว โดยตั๋ว JR EAST PASS สามารถใช้แตะผ่านประตูอัตโนมัติได้เช่นเดียวกันกับตั๋ว TOKYO Wide Pass และผู้ถือพาสปอร์ตต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นก็สามารถใช้ตั๋ว Pass เหล่านี้ได้ด้วย *ตั๋ว JR EAST PASS ครอบคลุมเพียงค่าโดยสารทั่วไปของ SAPHIR ODORIKO เท่านั้น ผู้โดยสารยังต้องซื้อตั๋วแยกต่างหากสำหรับที่นั่ง Green/Premium Green อยู่

 

เครดิตภาพส่วนหัว: JR East
Translated by ANNGLE

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

Share this article:
TSC-Banner
2208-Jibiru-RIght